วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2552

อันเนื่องมาจากปากกา



เมื่อวันจันทร์ที่ ๖ ตุลาคม ที่ผ่านมา
ได้ไปทำธุระที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง
ขณะกำลังต่อแถวซื้อของ
มีเด็กนักเรียนชายคนหนึ่งอายุราว ๑๐ ขวบ
เดินเข้ามาหาด้วยอาการนอบน้อม
ในมือของเขามีปากกาหลากสีที่บรรจุซองอย่างดี
หนึ่งซองมีปากกาบรรจุอยู่ ๒ ด้าม
แล้วเขาก็พูดขึ้นมาว่า
"พี่ครับ ช่วยซื้อปากกาผมหน่อยได้ไหมครับ
ผมจะเอาเงินไปเป็นค่าเรียนหนังสือครับ"
พอฟังดังนั้นผมก็ยื่นตังค์ให้น้องไป ๒๐ บาท
พร้อมกับบอกว่า "น้องเอาตังค์ไปนะ ปากกาไม่ต้องให้พี่ก็ได้"

ปกติทั่ว ๆ ไป ผมก็ทำอย่างนี้บ่อยครั้ง
บางคราวมาในรูปแบบขายดอกกุหลาบ
บางคราวมาในรูปแบบของการขายลูกอม
มีทั้งคนแก่ คนสาวและเด็กหญิง เด็กชาย
ถ้าเป็นหญิงสาวมาขายลูกอม
ผมเลือกที่จะปฏิเสธและไม่ให้ความสนใจ
เพราะไม่ใช่ลูกผู้ชายที่จะจ่ายเงินง่าย ๆ
เพื่อตอบสนองมารยาประสาสาว
แต่ถ้าเป็นเด็กหรือคนแก่ก็ไม่เคยปฏิเสธ
บางคราวก็ให้อย่างเต็มใจและบางทีก็ให้เพื่อตัดรำคาญ
ในทุกครั้งที่ผ่านมา ถ้าให้เงินใครไปแล้ว
โดยปฏิเสธสิ่งของ เขาเหล่านั้นก็จะดีใจแล้วเดินผละออกไป
แต่เด็กชายคนนี้แตกต่างโดยสิ้นเชิง...

หลังจากยื่นตังค์ให้และปฏิเสธปากกา
เด็กชายหน้าตาหมดจดคนนี้ ยืนนิ่งไม่ไปไหน
แล้วพูดอย่างสุภาพว่า
"พี่ครับ รับปากกาของผมไปเถอะนะครับ"
"ไม่เป็นไรน้องปากกาพี่มีเยอะแล้ว น้องจะได้เอาไปขายให้คนอื่นไง"
เด็กชายคนนั้นยังคงพะเน้าพนออย่างสุภาพว่า
"เอาปากกาไปเถอะนะครับพี่ ยังไม่ใช้พี่ก็เก็บไว้ก่อนก็ได้
ถ้าไม่เอาทั้งหมดเอาเก็บไว้สักด้ามก็ได้ครับ"
แล้วเขาก็ฉีกห่อบรรจุออกแล้วยื่นปากกาให้ผมหนึ่งด้าม
จากนั้นเขาก็กล่าวขอบคุณ ยกมือไหว้และเดินจากไป

เด็กคนนั้นจากไปแล้ว พร้อมปากกา ๑ ด้ามในมือของผม
แต่ภาพของเด็กคนนั้นกลับไม่หายไปจากใจเลย

ผมรู้สึกว่า ความแตกต่างของมนุษย์มันอยู่ที่ตรงนี้นี่เอง
ตรงที่ เราพึงรู้จักที่จะรักษาศักดิ์ศรีของตัวเอง
ด้วยการไม่เอาเปรียบใครต่อใคร
เด็กชายคนนี้มีศักดิ์ศรีเพียงพอที่จะประกาศว่า
เขาคือคนขายปากกา ไม่ใช่ขอทาน
และเขาอาจหาญเพียงพอที่จะเดินไปขายปากกา
กับใครต่อใครอีกเรื่อย ๆ เพราะเขาคือพ่อค้า ไม่ใช่ขอทาน
และที่สำคัญ เมื่อนำมาเขียนลงกระดาษ
ผมพบว่า ปากกาของเด็กชายคนนั้นมีกลิ่นหอม...

อันเนื่องมาจากปากกา... ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๒
วันนี้ผมได้แกะกล่องของขวัญที่บรรจุหีบห่ออย่างดี
ด้านหน้ากล่องมีกลอนอวยพรที่ชวนปลื้มใจ
เป็นของขวัญชิ้นแรกและอาจจะเป็นชิ้นเดียวที่ได้รับในวาระวันเกิดปีนี้
ในวันที่ ๑๐ กันยายน ที่ผ่านมา
ของขวัญชิ้นนี้เป็นของน้องข้าว น้องท๊อปและน้องมด
ข้างในกล่องเป็นปากกา SHEAFFER หนึ่งแท่งที่สลักชื่ออย่างสวยงาม
พร้อมกันนั้นยังมีสมุดบันทึกหนึ่งเล่ม
ไม่ว่า ของขวัญชิ้นนี้จะมีราคาหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ..
ผมรู้สึกว่า มันมีคุณค่าต่อหัวใจของผมเป็นอย่างมาก
มันสร้างความรู้สึกให้เรามีกำลังใจที่จะใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า
การที่เรารู้สึกว่า มีใครคนหนึ่งไม่ลืมวันสำคัญของเรา
ผมมองว่า มันเป็นเรื่องน่าปลื้มของชีวิต
และเป็นเรื่องที่น่าซาบซึ้งสำหรับใครคนนั้น

สำหรับใครบางคนอาจจะคิดว่า วันเกิดก็เป็นแค่วัน ๆ หนึ่งในปฏิทิน
ไม่เห็นจะสลักสำคัญอันใด หรือเป็นเรื่องจิ๊บ ๆ ไร้ค่าที่จะคำนึงถึง
ไม่ว่าใครจะคิดเห็นอย่างไรก็ตาม
ส่วนตัวแล้วผมคิดว่า วันเกิดคือวันสำคัญที่สุดของชีวิต
เพราะเป็นวันที่เราได้กายมนุษย์ ซึ่งเป็นกายที่ดีที่สุดต่อการบำเพ็ญบารมี
และเป็นกายที่สำคัญที่สุดต่อการปราบมารประหารกิเลส
ทำพระนิพพานให้แจ้ง ดังนั้น..จึงปลื้มใจที่มีใครให้ความสำคัญ
กับวันสำคัญวันนี้ของผม

ในวันคล้ายวันเกิดของเพื่อนและน้อง ๆ ที่สนิทสนมกัน
คบกันมากว่าทศวรรษ
ผมจึงเลือกที่จะมอบสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่ตนเองมีอยู่
ให้เป็นของขวัญวันเกิด แก่เขาและเธอเหล่านั้น
แต่รู้สึกว่า วันเกิดของเราปีนี้กลับไม่ได้ของขวัญ
หรือคำอวยพรสักคำจากเขาและเธอเหล่านั้นเลย

มันจึงทำให้ผมตระหนักว่า
"ผมจะไม่มีวันทำร้ายความรู้สึกของคนสำคัญของผมด้วยการเมินเฉยต่อวันสำคัญของเขาเด็ดขาด
เพราะผมซาบซึ้งใจดีแล้วว่า มันน่าเสียใจเพียงใด
และท้ายที่สุด ณ บัดนี้ผมเองกลับรู้สึกเช่นเดียวกันว่า
เขาและเธอเหล่านั้นไม่ใช่บุคคลสำคัญในชีวิตของผมอีกต่อไปแล้ว"