วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

ความฝัน วิญญาณ ความตาย


,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,

หนึ่งใบผลัด
หนึ่งใบผลิ

ชีวิตก็เช่นนี้

มีดับ มีเกิด เป็นวงวน

,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,‘บูน บารามี

เมื่อคืนผมฝันประหลาด
ฝันเป็นตุเป็นตะไปว่า ขณะเดินข้ามสะพานไปที่ไหนสักแห่ง

ได้พบวิญญาณของคนสามคนดักอยู่ที่กลางสะพาน

เขาต้องการมาดักรอผม

หรือบังเอิญผมมีโอกาสได้เห็นเขาก็ไม่ทราบได้

ไม่ต้องถามอะไร ผมก็รู้ด้วยความรู้สึกทันทีว่า

ตนหนึ่งเป็นแม่

ตนหนึ่งเป็นลูกสาววัยราว ๖ ขวบ

และอีกคนเป็นป้า

ครึ่งตนล่างของวิญญาณทั้งสามตัวจมหายอยู่ใต้พื้น

โผล่ขึ้นมาเพียงกายครึ่งบน

แปลกมากที่ผมไม่รู้สึกกลัวเลยแม้สักนิด

ผิดธรรมชาติที่ปกติจะกลัวผีมากก็ตาม

ในฝันผมได้ทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าตนเองจะทำ

นั่นคือ นั่งนึกว่าผมทำบุญอะไรมาแล้วบ้าง

ผมนั่งลงคุยกับวิญญาณทั้งสาม

แล้วบอกว่า
เดี๋ยวผมจะแบ่งบุญให้ อนุโมทนาบุญกับผมนะ จะได้ไปที่ดีๆ
วิญญาณของคุณป้าบอกว่า เขายังรอคนอื่นๆอยู่ยังไม่อยากไปตอนนี้

ผมจึงบอกว่า
อยากไปหรือไม่อยากไป ผมไม่ว่าอะไรหรอก ขอแต่เพียงว่า อนุโมทนาบุญกับผมก่อน เผื่อจะได้มีบุญติดตัวไปในภพภูมิที่ดีกว่าจะต้องมาติดอยู่กลางสะพานแห่งนี้ เพราะผมอาจจะไม่ได้ผ่านมาแถวนี้อีก

เราคุยกันอย่างเป็นจริงเป็นจัง
โชคดีที่ผมได้รับการสอนจากคุณยายว่า

คนเราตายแล้วไม่สูญ ตายแล้วเราก็ต้องเกิดอีก โลกนี้โลกหน้ามีจริง มีเพียงสิ่งเดียวที่ชีวิตคนจะนำติดตัวไปได้คือบุญกุศล คนที่ตายแล้วเขาใช้บุญอย่างเดียวไม่ใช้เงิน

สิ่งที่ถูกสอนให้ทำเป็นปกติคือ
ถ้าไปทำบุญอะไรมา ให้นำมาฝากคนที่บ้านด้วย

หรือนำมาฝากผีบ้านผีเรือนด้วย

เพราะการได้อนุโมทนาบุญก็เป็นบุญกุศลอย่างหนึ่ง

ดังนั้นหากวันใดไปวัดหรือไปไหว้พระกลับบ้าน

ก็จะบอกคนที่บ้านว่า วันนี้ไปทำบุญอย่างนั้นอย่างนี้มา อนุโมทนาบุญด้วยกันนะ

และนึกถึงผีบ้านผีเรือนที่ดูแลเรือนให้เขามาอนุโมทนา

เมื่อเขาได้รับบุญเขาก็จะมีฤทธิ์มีอานุภาพ

ดูแลเหย้าเรือนให้ปราศจากปีศาจร้ายต่างๆ ได้

วัฒนธรรมของชาวเหนือจะมีความเชื่อเรื่องนี้

ผมเองก็ถูกหล่อหลอมมาให้เชื่อว่า สิ่งเหล่านี้มีอยู่จริงและผมก็เชื่อเช่นนั้น

เพราะผมเคยเห็นผีจะจะคาตามาแล้ว...


คราวหนึ่งหลังเลิกงาน ในเวลาโพล้เพล้
มีน้องชายคนหนึ่งตะโกนบอกว่า
พี่เดี๋ยวผมติดรถพี่ไปด้วยนะ
พอน้องคนนั้นวิ่งขึ้นมาบนรถผมก็สตาร์ทแล้วขับออกไป

ขับไปได้ระยะหนึ่งผมก็ถามเขาว่า

ลงตรงไหนดี
แต่ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ

พอมองไปที่เบาะนั่ง ปรากฎว่า พื้นที่นั่งว่างเปล่า

เขาหายไปไหน

เมื่อครู่ใครขึ้นรถ

ผมตาไม่ฝาดแน่ๆ ผมเห็นคนขึ้นรถแล้วจริงๆ

น้องคนนั้นก็อ้วนสักประมาณ ๙๐ โลได้

รูขุมขนของผมลุกทั้งตัว

ในความกลัวมีความกล้า
ผมหยุดรถนิ่ง ตั้งสติ

และตัดสินใจโทรศัพท์เข้ามือถือของเขา

จากกลัวกลายเป็นความห่วงใย

น้องเขาเป็นอะไรไปหรือเปล่า

เขาตายไปแล้วไหม

เป็นไรตาย

แล้วจะตายได้อย่างไร

ในเมื่อเราก็เจอหน้ากันในที่ทำงานทุกวัน

วันนี้ก็ยังแซวเรื่องสาวๆ กันอยู่เลย

แม้เขาจะอยู่กันคนละแผนก

แต่ก็มีความรู้จักมักคุ้นพูดคุยกันอย่างสนิทสนม

ขณะที่สัญญาณโทรศัพท์ทางนั้นดัง
ใจก็เต้นระทึกนึกลุ้นว่า จะมีคนรับสายไหม

ปรากฏว่า...มี

หลังเสียงฮัลโหล

ผมถามว่า

เอกอยู่ไหน
เขาตอบว่า

ยังอยู่ที่ทำงานพี่
แล้วไม่กลับบ้านเหรอ
เดี๋ยวรอกลับกับเพื่อน
เมื่อกี้ เอกขอกลับกับพี่หรือเปล่า
ใช่พี่ ผมกำลังจะไปหยิบกระเป๋า พี่ก็ออกรถไปแล้ว ผมงงเลย
ไม่เฉพาะเอกหรอกที่งง พี่ก็งงยิ่งกว่าเอกอีก
งงไรพี่

ผมคิดว่า คงไม่ดีแน่ถ้าเล่าให้เขาฟังตอนนี้
เกรงจะเป็นลางไม่ดีเอาเปล่าๆ

จึงบอกปัดไปว่า

เออ..ไม่มีไรหรอก เอาไว้เดี๋ยวพรุ่งนี้จะเล่าให้ฟัง
หลังวางสายจากเอก

ผมก็ไม่แน่ใจว่า เอกที่ผมคุยด้วยเป็นผีหรือคน

เพื่อความมั่นใจ จึงโทรศัพท์ไปไหว้วานเพื่อนร่วมงานในออฟฟิศ

ให้ชะโงกหน้าไปดูทีว่า เอกอยู่แถวนั้นไหม

ปรากฏว่า อยู่

ต่อด้วยการถามคนใกล้เคียงอีกสองสามคน

ทุกคนยืนยันว่า เอกยังพกพาหุ่นตุ้นนุ้ยเดินไปเดินมาแถวนั้นอย่างชัดเจน

และทุกคนย้อนถามผมเป็นเสียงเดียวกันว่า

นายเป็นไรหรือเปล่า

นั่นสิ ผมเป็นไรหรือเปล่า ยืนสงบใจนิ่งๆ สักพัก
หรือผมเป็นฝ่ายที่เป็นอะไรไปจริงๆ

หยิกตัวเองปรากฏว่า เจ็บ

ต่อด้วยการนึกถึงบุญกุศล

นึกถึงพ่อแม่

นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ถ้าเราตายจริงๆ เราอาจแว๊บไปที่นั่นที่นี่ได้

เหมือนเรื่องผีๆ ที่เคยได้ยินได้ฟังมา

ปรากฏว่า ยังยืนทื่ออยู่ที่เดิม

ช่างเถอะ ถ้าคิดมากไปกว่านี้ผมอาจเป็นตาผีบ้าไปจริงๆ ก็ได้

พอกลับถึงบ้าน อาบน้ำอาบท่าแล้วสวดมนต์นอน
ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรต่อไป

ผมอยากให้ถึงพรุ่งนี้เช้าไวๆ ยังคาใจว่า

เราหรือเอกไม่เป็นอะไรแน่นะ
แล้วทุกอย่างก็ปกติ ทุกคนมีชีวิตและลมหายใจอยู่เหมือนเดิม

พอเล่าเรื่องดังกล่าวให้ทุกคนฟัง

กลายเป็นเรื่องโจ้กประจำออฟฟิศไป

ย้อนกลับมาเข้าสู่เรื่องความฝันอีกครั้ง
ผมได้สอนให้วิญญาณทั้งสามประนมมือและอนุโมทนา

ขณะที่จะเอ่ยถึงบุญที่ตัวเองทำว่ามีอะไรบ้าง

พลันฉุกคิดได้ว่า ในกระเป๋าตัวเองมีเงินอยู่ประมาณห้าร้อยบาท

จึงมอบเงินครึ่งหนึ่งให้วิญญาณทั้งสาม

แล้วบอกว่า
เงินนี้ผมให้คุณทั้งสาม ถือเป็นสมบัติของคุณ แต่ผมมีข่าวบุญจะบอก มาทำบุญสร้างวิหารกับผมนะ จะได้บุญมากๆ เพราะมีเพียงบุญเท่านั้นเป็นที่พึ่งแก่เราได้
วิญญาณทั้งสาม ก็ได้มอบเงินนั้นแก่ผมแล้วบอกว่า
ขอทำบุญ
ผมจึงให้ทั้งสามอธิษฐานจิตพร้อมกัน

มันน่าอัศจรรย์มาก

ในขณะที่กำลังอธิษฐาน

ร่างของวิญญาณทั้งสามก็สว่างขึ้นๆ

กายค่อยๆ หลุดจากพื้นลอยล่องทั้งร่าง

เป็นร่างกายที่สมบูรณ์งดงาม

พออธิษฐานจบ แสงสว่างของกายพวกเขา สว่างโล่ง

ทำเอาบริเวณพื้นที่โดยรอบ สว่างไปหมด

เหมือนมีพระอาทิตย์สามดวงส่องแสง

กลางคืนกลายเป็นกลางวัน

แล้วผมก็มองเห็นผู้คนมากมายอยู่รอบๆ

ทุกคนแสดงอาการดีอกดีใจ

เหมือนได้เจอญาติพี่น้อง หัวเราะร่าเริง ปีติเบิกบาน

ผมมีความสุขมากที่ได้ทำอย่างนั้น

แล้วก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา

หลังจากตื่นขึ้น
ผมเหมือนยังค้างเติ่งอยู่กับอารมณ์แห่งความฝัน

ไม่คิดว่า นั่นคือฝัน

กลับนึกว่า มันเป็นภาพจริงๆ ที่เพิ่งผ่านมา

เพราะจำรายละเอียดทุกอย่างได้ดีเหลือเกิน

เมื่อตั้งสติยอมรับได้ว่า นั้นคือความฝัน
ผมจึงลุกขึ้นแล้วนั่งหลับตาทำสมาธิ

นำใจมาอยู่กับเนื้อกับตัว

เพราะชีวิตวันใหม่กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว

ต้องเตรียมอาบน้ำอาบท่าไปทำงาน

ผมมีความเชื่ออย่างเหนียวแน่นว่า
โลกนี้โลกหน้ามีจริง ชีวิตตายแล้วไม่สูญ

เหตุที่ทำให้เชื่อมั่นในคำสอนของพระพุทธเจ้าข้อนี้

เพราะรู้สึกเสมอว่า ชาตินี้คงไม่ใช่ชาติแรกที่ผมเป็นมนุษย์

ผมเคยเกิดมาหลายชาติแล้ว

และเศษความทรงจำของภพชาติเหล่านั้น

ยังอยู่ในกล่องของดวงจำซึ่งถูกเก็บไว้อย่างดีในที่ไหนสักแห่ง

เพียงแต่ผมยังไม่เห็นหรือยังไม่ได้เปิดกล่องดังกล่าวดูเท่านั้น

ตั้งแต่จำความได้ ผมชอบชีวิตของพระ ชอบไหว้พระ
และชอบท่านั่งของพระพุทธรูป คือ ท่านั่งสมาธิ

ผมรู้สึกว่า องค์พระท่านมีความสุขตลอดเวลา
แม้จะนั่งหลับตานิ่งๆ เฉยๆ แต่ในความสงบนิ่งนั้น

ดูล้ำลึก ยิ่งใหญ่ ทรงพลัง

คืออาการของผู้ชนะ

ซึ่งชวนให้ค้นหาเสมอมาว่า

โลกใต้เปลือกตาที่ปิดสนิทขององค์พระนั้น คืออะไร

ดังนั้นในวัยเยาว์ผมจึงมักไปหาที่สงัดๆ นั่งสมาธิเสมอๆ

ความเศร้าในวัยเยาว์ประการหนึ่ง
คือความเศร้าเมื่อได้คิดถึงอาเปี๊ยก

อาเปี๊ยก ชายพิการผู้เคยเก็บตังค์เพื่อซื้อเสื้อกันหนาวชุดใหม่ให้กับผม

แล้วผมใส่ไปเล่นไฟจนเป็นรูพรุน

ผมตั้งคำถามว่า ทำไมโลกนี้ คนจึงไม่เหมือนกัน
ทำไมบางคนรวย บางคนจน

บางคนพิการ และบางคนหน้าตาดี

เราจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้อย่างไร

เปลี่ยนให้ทุกคน รวยเหมือนกัน

รูปร่างหน้าตาดีเหมือนกัน มีความสุขเหมือนกัน

จุดสิ้นสุดของชีวิตอยู่ที่ตรงไหน

ตายแล้วถ้าทำไม่ดีก็ตกนรก

ถ้าทำดีก็ขึ้นสวรรค์

ดีแค่ไหนถึงจะได้ไปสวรรค์

เลวแค่ไหนถึงได้ไปนรก

เราจะต้องวนๆเวียนๆอย่างนี้อีกนานหรือเปล่า

แล้วเมื่อไหร่จะสิ้นสุด

เมื่อไหร่จะไม่ต้องมีการวนเวียนอย่างนี้อีก

ตอนนั้นผมคิดได้แค่นั้น
เมื่อหาทางออกให้ความคิดไม่ได้

จึงได้แต่เพียงร้องไห้

ร้องกับคำถามที่วนๆซ้ำๆ

เหมือนหนังเรื่องเดิมนี้เกือบทุกวัน

ร้องจนหมอนที่นอนหนุนนั้นเปียกชื้นจนเป็นจุดขึ้นราดำๆ

ตอนอายุ ๑๒ ขวบ ผมจึงเริ่มได้เรียนรู้จากคุณครูว่า
หนทางที่ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดคือนิพพาน

ผมไม่รู้ว่านิพพานเป็นยังไงรู้

แต่ว่า ดี ฟังแล้วชอบ

อะไรก็ได้ที่ทำให้คนไม่ต้องมาเกิดมาตายและมีความสุขอย่างเดียว

ผมชอบและผมอยากจะไป

อยากจะพาคนที่ผมรักทุกคนไปอยู่ตรงนั้นด้วย

ค่ำคืนก่อน ผมมีดูหนังกับพี่สาวท่านหนึ่ง
หลังจากที่เธอเคยชวนผมดูมาหลายวันแล้ว แต่ไม่ว่างมาสักที

ก่อนเข้าโรงภาพยนตร์ เธอถามว่า

จะทำงานที่ทำอยู่ไปอีกนานเท่าไหร่
ผมจึงตอบไปว่า

ผมอาจจะทำอีกสักปีสองปีจากนั้นคงไม่ทำแล้ว
แล้วจะไปไหนล่ะ
คงไปบวช

ผมหมายความตามที่พูดจริงๆ
ผมตั้งผังชีวิตไว้ว่า เมื่อปลดกังวลในทางโลกแล้ว

ผมคงจะออกบวช เหมือนชีวิตของเจ้าชายสิทธัตถะ

ผู้สละเรือน บำเพ็ญเพียรในเพศสมณะ

จนกระทั่งตรัสรู้พระนิพพาน

ถ้าผมจะเป็นอย่างนั้น

ก็ควรต้องเดินตามวิธีการที่ท่านทำและสำเร็จมาแล้ว

ผมอยากไปนิพพาน

และอยากพาคนทั้งโลกไปด้วย

เพราะนั่นเป็นวิธีเดียวที่ผมจะมั่นใจได้ว่า

มนุษย์ทั้งโลกจะไม่มีความแตกต่างกัน

ไม่มีความทุกข์ ไม่พิการ

และมีความสุขอันเป็นนิรันดร์เหมือนๆกัน

แน่นอน มันค่อนข้างจะดูฝันๆ ไปสักหน่อย

แต่ก็คงไม่ผิดอะไร เพราะความฝันไม่เสียสตางค์

ไม่ทำลายป่าไม้ และไม่ก่อการแตกแยกกับชาติบ้านเมือง

และความฝันที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้
ทำให้ผมอยากทำบุญเป็นที่สุด

๓๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๐

วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2550

ในลำเรือของความเงียบ


,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,

เราต่างใช้ชีวิตเหมือนคนกำลังข้ามแม่น้ำ
นั่งอยู่ในเรือลำเดียวกัน
ได้ยิ้ม หัวเราะและแลกบทสนทนากัน

ครั้นถึงฝั่ง เราก็แยกย้ายกันไปในที่ทางของตน

,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,‘บูน บารมี’


คือความรู้สึก....
หลังจากวางสายโทรศัพท์กับคนคุ้นใจแต่ไม่คุ้นหน้าคนหนึ่ง

นานมาแล้วที่ผมรู้จักกับเธอในโลกที่มีแต่ตัวหนังสือ

ในจังหวะที่ชีวิตกำลังหลงไหลความละเมียดละมัยของความเศร้า

ความเศร้าที่หัวเราะได้ ความเศร้าที่น่ารัก

เหมือนวันนี้
ผมมีโอกาสได้ร่วมโดยสารบนเรือแจวลำเดียวกับเธอ

เพื่อข้ามแม่น้ำสายหนึ่งอีกครั้ง

แม่น้ำสายนี้ดูจะกว้างขวางสักหน่อย

จึงทำให้เราได้นั่งสนทนากันได้นานขึ้น (จนง่วงนอน)

กว่า ๕ ปีแล้วที่เราไม่ได้ร่วมนั่งเรือข้ามน้ำด้วยกัน

แม้บทสนทนาจะติดๆขัดๆ
แต่ผมก็รู้สึกว่า คำพูดของเราคล้องแขนกันได้

เมื่อลำเรือของความเงียบมาเทียบท่า
ขณะที่กำลังล่องไปกลางสายน้ำของชีวิต

ซึ่งบางครั้งเชี่ยว บางครั้งเฉื่อย
ผมจึงมีโอกาสได้นั่งสนทนากับตัวเองบ้าง

เช่นกัน...
เมื่อถึงฝั่ง ก็ต่างคนต่างไป

แผลเป็นในสายลมหนาว

ชุดกันหนาวชุดนั้น ยังเป็นชุดที่ผมยังจำได้
แม้จะผ่านวันเวลามายี่สิบกว่าปีแล้วก็ตาม
เป็นชุดกันหนาวใหม่เอี่ยมชุดแรกของชีวิต เท่าที่ความทรงจำเดินทางไปถึง
ทั้งเสื้อและกางเกง เป็นสีฟ้าอ่อนๆ ทำจากผ้าฝ้ายนุ่มๆ ไม่รู้หรอกว่า ราคาเท่าไหร่รู้เพียงว่า เป็นของใหม่ ก่อนสวมใส่ผมดมแล้วดมอีก ดมกลิ่นความใหม่

ย่าของผมเรียกมันว่า กลิ่นขี้เจ๊ก
และทำให้ผมติดนิสัยนั้นมาจนถึงทุกวันนี้
คือ เมื่อซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ ผมจะดมกลิ่นขี้เจ๊กแล้วสวมใส่ทันที
ทั้งๆที่ยังไม่ได้ซักกลิ่นขี้เจ๊กออกเลยก็ตาม

ชุดกันหนาวชุดนั้น ผมได้มาจากอาเปี๊ยก
อาเปี๊ยกคือใคร บ้านอยู่ไหนผมไม่ทราบ
ทราบเพียงแต่ว่า แกชอบมานั่งคุยกับปู่และย่าของผมเป็นประจำ
คิดว่า บ้านของแกคงอยู่แถวนั้น
ผมยังเป็นเด็ก ๕ ขวบ ดูเหมือนว่า อาเปี๊ยกจะเอ็นดูผมเป็นพิเศษ

ในวันที่แกส่งถุงใส่ชุดกันหนาวให้ผม แกก็บอกว่า
ใส่เลยไอ้หนู ใส่ให้อาดูหน่อยซิ ว่าจะพอดีตัวหรือเปล่า
ผมรีบอาบน้ำแล้วใส่ให้อาเปี๊ยกดูทันที แน่นอนคืนนั้นยังไงผมก็ไม่ยอมถอด
ผมจำรอยยิ้มของอาเปี๊ยกได้ แม้ยิ้มของแกจะไม่สวยนัก
แต่ผมก็รู้ว่า แกยิ้มด้วยความดีใจ และชุดสีฟ้าของแกก็ทำให้ผมดูหล่อขึ้น

อาเปี๊ยกไม่เคยดึงตัวผมเข้าไปกอดหรือหอม เหมือนคนอื่นๆ
แกแค่ส่งยิ้มให้ แล้วทักทายว่า ไง ไอ้หนูกินข้าวหรือยัง
เสียงของอาเปี๊ยกจะไม่ชัดเจนเหมือนตัวหนังสือที่ผมเขียน
แต่คำพูดและแววตาคู่นั้นของอาเปี๊ยกไม่เคยเบลอจากความทรงจำเลย

เหตุที่อาเปี๊ยกยิ้มไม่สวย และพูดไม่ชัด
เพราะร่างกายของแกพิการ แขนและมือหงิกงอ ปากก็เบี้ยว
คืนนั้น เมื่อผมสวมชุดกันหนาวสุดหล่อตัวนั้นแล้วก็ไปเล่นหน้ากองไฟ กับเพื่อนๆ
สิ่งที่ชอบเล่นที่สุดคือ การเอาถุงพลาสติกมาม้วนๆห่อที่ปลายไม้แล้วเอาไปอังไฟ
เมื่อพลาสติกติดไฟ มันก็จะเป็นยางยืดๆ และเปลวไฟจะเป็นสีต่างๆ แดงบ้าง ฟ้าบ้าง
ตามสีของถุงพลาสติก ผมจะถือไม้อันนั้น เดินไปในความมืด เพื่อมองเปลวไฟสวยๆ ของพลาสติก ที่กำลังลามเลียและไหลย้อยหยดลงพื้นดิน

บางคราวก็นำไปหยดลงแอ่งน้ำ เสียงดัง ซ่า..
แล้วพลาสติกก็แข็งตัวแผ่บานเป็นสีสดสวย เหมือนน้ำตาเทียน
และคืนนั้น ผมเผลอทำน้ำตาพลาสติก กระเด็นเข้ามาโดนเสื้อใหม่เอี่ยมชุดนั้น เป็นรูพรุนสองสามจุด

คืนนั้นอาเปี๊ยกยังไม่กลับบ้าน ยังนั่งคุยกับปู่และย่าอยู่ข้างกองไฟ
ดังนั้นภาพชุดพรุนไฟที่เพิ่งซื้อให้จึงอยู่ในสายตาของแก
แม้อาเปี๊ยกจะไม่ได้ว่าอะไร แถมยิ้มตาหยีด้วยปากเบี้ยวๆนั้นเหมือนเดิม

แต่ย่าผมสิดุว่า เล่นอะไรไม่เข้าเรื่อง เข้าราว
หนูรู้ไหม ว่าอาเปี๊ยกเขาไม่ได้รวยนะ เขาทำงานอะไรไม่ค่อยถนัดเพราะพิการ
กว่าเขาจะเก็บเงินมาซื้อชุดกันหนาวให้หนูได้ ลองคิดดูสิว่า อาเขาตั้งใจแค่ไหน

ตามด้วยเสียงปั๊บแรงๆที่ก้น แล้วผมก็ร้องไห้
เปล่า..ไม่ใช่เพราะรู้สึกเจ็บ แต่เพราะรู้สึกผิด

ผมร้องไห้ วิ่งขึ้นบ้าน แล้วมุดเข้ามุ้ง
โดยที่น้ำตายังทะลักไหลพรากเปียกหมอน
คืนนั้นผมรู้สึกเหน็บหนาวเหลือเกิน
ทั้งๆที่ชุดกันหนาวทั้งชุดยังสวมอยู่ในร่างกาย

แถมยังมีผ้านวมคลุมอยู่อีกชั้น
ผมเสียใจและสงสารอาเปี๊ยกจับใจ

จากวันนั้นผมจำต้องย้ายที่อยู่บ่อยๆ ตามแต่ปู่และย่าจะพาไป
ทำให้ไม่ได้พบอาเปี๊ยกอีกเลย
และหน้าหนาวทุกครั้ง เวลาที่ใส่เสื้อกันหนาว ทำให้ผมนึกถึงอาเปี๊ยก
บ่อยครั้งผมร้องไห้ เพราะความรู้สึกผิดนั้นยังไม่จางจากใจ
ตรงกันข้าม ยิ่งโตขึ้น เมื่อเข้าใจชีวิตมากขึ้น
ยิ่งทำให้ผมรู้ซึ้งว่า คนพิการกับชุดกันหนาวแสนสวย
เพื่อคนที่ไม่ใช่ลูกใช่หลานนั้น มีคุณค่าเพียงใด

บ่อยครั้งที่จะหยิบยกเรื่องของอาเปี๊ยกมาคุยกับคุณย่า
ย่าก็จะเล่าว่า อาเปี๊ยกเค้ารักไอ้หนูมากเลยนะ ตอนหนูยังเล็กๆอยู่
อาเค้ายังเคยซื้อนมมาให้หนูเลย ไม่รู้ไปเอาตังค์มาจากไหน
แล้วตอนนี้แกไปอยู่ไหนแล้วก็ไม่รู้

เหตุการณ์ครั้งนั้น ให้บทเรียนกับผมว่า เมื่อได้รับอะไรจากใคร
จงรักษาทะนุถนอมสิ่งนั้นให้ดีที่สุด
มันไม่ใช่เรื่องของราคาค่างวด หรือความเลอเลิศใดๆ

แต่มันเป็นเรื่องของความรู้สึก
หากเราไม่ใส่ใจความรู้สึกของคนที่รักและใส่ใจเรา
สักวันหนึ่งเมื่อคนๆนั้น ไกลห่างลับตาไป
เราจะรู้สึกเหน็บหนาวไปตลอดชีวิต


ต้นไม้

มาดูน้องๆขายต้นไม้ที่ตลาดต้นไม้สวนจตุจักร
บรรยากาศคึกคักเต็มไปด้วยต้นไม้สวยๆงามๆ
จึงได้รู้เรื่องราวของต้นไม้ต่างๆไปในตัว
เสน่ห์ของต้นไม้อยู่ที่เอกลักษณ์และชื่อของมัน
ชื่อของต้นไม้ส่วนใหญ่จะเป็นมงคล
ชวนให้นึกถึงชื่อรุ่นต่างๆของ จตุคาม-รามเทพ
เช่น เงินหนา เงินไหลมา ทองเต็มบ้านฯลฯ
บางต้น ไม่นึกว่าจะแพงมากมาย
โดยสายตาก็ดูธรรมดา แต่พอถามราคาแล้วตกใจ
บางต้นสูงนิ้วเดียว แต่ราคาเป็นหมื่น
บางต้นธรรมชาติสร้างสรรค์ลักษณะแปลกๆให้ตัวของมันเอง

โดยส่วนตัวผมชอบต้นลีลาวดี ชอบกลิ่นของดอกหอมๆยามลมโชย
ลีลาวดีมีเสน่ห์ เหมือนสาวงามผู้อ่อนหวาน ที่แอบหอมแก้มแล้วไม่โกรธ
เวลานั่งอยู่ใต้ต้นลีลาวดี มันให้อารมณ์เหงาๆ
ทำให้เราอยากเขียนถ้อยคำต่างๆลงในกระดาษมากๆ

เงี่ยหูฟังพ่อค้าพูดเรื่องต้นไม้แล้วเพลินดี
ต้นนั้นต้นนี้ราคาเท่าไหร่ ความสวยมันอยู่ที่ตรงไหน

มานั่งตรองดูว่า จากการดูต้นไม้
จะให้ข้อคิดอะไรที่เป็นอรรถเป็นธรรมได้บ้าง คิดไม่ออก
รู้เพียงว่า ต้นไม้สดชื่นและธรรมชาติเราปลูกมันขึ้นมาได้
คงเหมือนกับนิสัยดีๆ เราปลูก เราสร้างและบ่มเพาะขึ้นมาได้ดุจเดียวกัน