วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

หอมช่อลีลาวดี




ลีลาวดีที่บ้านออกดอกแล้ว หลังจากลุ้นอยู่นานว่า มันจะเป็นดอกสีอะไร
สรุปแล้วเป็นดอกสีขาว

ลีลาวดีต้นนี้ขอมาจากน้องย้ง-เหมา
เพราะอยากให้มีต้นไม้ใบเขียวอยู่หน้าบ้าน
และโดยส่วนตัวชอบลีลาวดีเป็นพิเศษ
เป็นดอกไม้ที่กระตุ้นความรู้สึกให้อยากเขียนหนังสือ

ซึ่งมันก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลย หลังจากลีลาวดีแย้มดอกออกมา
ทำให้เราเกิดความรู้สึกครั้งยิ่งใหญ่ที่จะพัฒนาการด้านการขีด ๆ เขียน ๆ ให้มากขึ้น
ตอนนี้บังคับตัวเองว่า ต้องอ่านหนังสือให้ได้วันละ ๑ เล่ม
จะต้องเก็บถ้อยคำไว้ในคลังใจให้มากที่สุด

ลีลาวดีโตแล้ว
ชีวิตของเราต้องโตขึ้นดุจเดียวกัน

ต้นไม้เติบโตด้วยน้ำและปุ๋ย
คนเติบโตได้ด้วยบุญและผลงาน

ดังนั้นจากนี้ไปต้องเร่งสร้างผลงานที่เป็นบุญให้มากที่สุด

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

อมตะ



"ชีวิตคนนั้นสั้นแต่ผลงานสิอยู่นาน"
ยินข่าวการละโลกของคนที่รู้จักและไม่รู้จักเป็นระยะ
เหมือนมีความตายอยู่ข้าง ๆ
นึกถึงความตายแล้วก็ทำให้นึกถึงงาน

อยากสร้างงานที่มีคุณค่าและคงอยู่ได้นานๆ
แม้เราจะตายไปแล้วผลงานชิ้นนั้นยังทำหน้าที่ของมันอยู่
คนเราต้องรู้จักที่จะสร้างคนและสร้างงานที่เป็นอมตะ
เพราะชีวิตเราไม่อมตะ ...

ตอนวัยรุ่นผมชอบอ่านนวนิยาย
แต่พอเติบโตขึ้นก็กระหายการเรียนรู้วิถีก้าวสู่ความสำเร็จของบุคคลต่าง ๆ
และเรียนรู้การสร้างงานของพวกเขา


เมื่อวิเคราะห์วิถีสู่ความสำเร็จของผู้คนแล้ว
ผมพบว่า นอกจากคนเราจะมีแบล๊กกราวหรือฉากหลังที่ดีแล้ว
เราจำเป็นต้องมีการจัดการที่ดีด้วย
ในทางเดียวกัน..
นอกจากคนเราจะมีการจัดการที่ดีแล้ว
จำเป็นต้องมีแบล๊กกราวที่ดีด้วยเช่นกันจึงจะประสบความสำเร็จ

แบล็กกราว คือ บุญ
การจัดการ คือ การประกอบเหตุ เพื่อต่อยอดไปสู่ "ผล"

ทั้งหลายทั้งปวงยืนอยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบและความไม่ประมาท

วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

จงอดทน



สำหรับไดอารี่หน้านี้...
ฉันเพียงอยากบอกตัวฉันเองนับจากวันนี้เป็นต้นไปว่า
"จงอดทน แม้สิ่งที่เราจะเจอนับจากนี้จะไม่รื่นเริงดั่งเดินในสวนดอกไม้
จงเข้มแข็งแม้พายุร้ายกระพือโหมจากทิศทั้งสี่
จงยึดมั่นในความดี แม้ไกลลับจากสายตาผู้คน
จงจำไว้ว่า ถ้าไม่อดทนต่อความเหน็บหนาว ก็ปีนไปไม่ถึงยอดเขาเอเวอร์เรต"

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ทางเลือก



เราเลือกที่จะเกิดมาบนโลกใบนี้
และเราเลือกที่จะสร้างความดีงามบนโลกที่เราเกิด
ไม่ว่าโลกจะให้อะไรกับเราบ้างหรือไม่
หรือโลกจะไม่ให้อะไรกับเราเลย
แต่เราก็ยืนยันที่จะสร้างประโยชน์กับโลกทั้งใบ
และมนุษย์ทุกผู้คน

ข้าพเจ้าได้บอกเล่าต่อกันประสาพี่ประสาน้องครอบครัวมดแดงว่า
เราไม่ได้ผูกรักกันด้วยอาหารที่อร่อย
หรือการท่องเที่ยวที่สนุกสนาน
เพราะนั่นคือ อาการของผู้ใหญ่เอาไว้ใช้หลอกล่อเด็ก
เพื่อสูบผลประโยชน์อย่างเลือดเย็น

แต่พวกเราผูกรักกันไว้ด้วยเหตุแห่งความดี
ปลูกต้นกล้าแห่งความดีงามฝังลงในใจ
และเฝ้าดูต้นกล้าต้นนั้นเติบโตต่อยอดไปพร้อม ๆ กัน

เราไม่ใช่นักสร้างความดีเพื่อล่ารางวัล
แต่เราสร้างความดีโดยจิตวิญญาณ
ด้วยกมลสันดานอันบริสุทธิ์
ดุจดวงตะวันที่เกิดมาเพื่อให้แสงสว่าง
ดุจหนทางอันเป็นเครื่องดำเนินไปของสรรพสัตว์ทั้งหลาย

ไม่ว่าจะอยู่ในที่ใด จงทำตัวของเราให้มีคุณค่า
หากอยากเป็นพระโพธิสัตว์
ก็จงดำเนินชีวิตเยี่ยงพระโพธิสัตว์
คิด พูด ทำ ตามรอยทางแห่งพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า

วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ในวันที่ยินเสียงแม่สะอื้นไห้




ยายป่วยกระเสาะกระแสะมาแรมปี
เข้าออกโรงพยาบาลอยู่เรื่อย ๆ
ส่วนแม่ก็เจ็บออด ๆ แอด ๆ ด้วยโรคประจำตัว
ทั้งโรคเกาต์ ปอด และเบาหวาน

วันนี้แม่ทำหน้าที่ลูกสาวคนโตของยาย
ดูแลยายยามเจ็บไข้ไม่ห่างกาย
แม้จะอยู่ในภาวะคนป่วยดูแลคนป่วย..

แม่คอยทำความสะอาดปัสสาวะ อุจจาระให้ยาย
ทั้ง ๆที่แม่ก็อายุมากแล้ว มันเป็นภาพที่ตรึงใจมาก
ผมรู้ว่า แม่เหนื่อย แต่ก็รู้ว่า แม่มีความสุขที่ได้ทำ
ได้แต่คิดว่า สักวันแม่ก็อาจจะต้องมีวันนี้ตามวาระสังขาร
ตัวเราเองก็จะต้องดูแลแม่ให้ดีเหมือนแม่ดูแลยาย

มีโอกาสได้ไปอยู่เป็นเพื่อนแม่
ตลอดสองสามวันที่อยู่ใกล้แม่ สวดมนต์ให้แม่ฟัง
พาแม่ไปปล่อยปลา อย่างน้อยก็ทำให้แม่สบายใจ
และทำให้แม่และยายใจผูกอยู่กับบุญ

เมื่อคืนก่อนแม่โทรมาเล่าว่า ยายอาการหนัก อาจจะอยู่ได้ไม่นาน
สงสารยาย เลยปลอบใจแม่ว่า ไม่ต้องคิดไรมาก
ให้ใจของยายอยู่ในบุญ เราฝืนความตายไม่ได้
บอกย้ำกับแม่ว่า ช่วงนี้แม่ไม่ต้องห่วงอะไร
ทำหน้าที่ครั้งสุดท้ายให้ดีที่สุด แม่ดูแลยายให้เต็มที่ไม่ต้องห่วงอะไร
และที่สำคัญ..แม่เองก็ต้องดูแลตัวเองดี ๆ ด้วย
ยายเป็นบุคคลสำคัญสำหรับแม่ แต่แม่คือบุคคลสำคัญสำหรับผม
แม่ต้องดูแลตัวเอเพื่อผมด้วย
แม่บอกว่า...ถ้ามาบ้านให้ซื้อชุดขาวสวย ๆ มาให้ยายด้วยนะ
เอาไว้ใส่ให้ยายตอนละโลก แล้วแม่ก็ร้องไห้

ได้ยินเสียงแม่เครือ ๆ แล้วหัวใจแทบขาด
อยากมียางลบชนิดพิเศษที่สามารถลบความหมองเศร้าในใจแม่ได้
เข้าใจว่า แม่เศร้าแค่ไหน เราเองก็ได้แต่ย้ำว่า.

มันคือธรรมดาของโลกและสังขารเราฝืนมันไม่ได้
สังขารเราบังคับได้ยาก แต่เราต้องข่มใจเราให้ได้
ไม่ให้เศร้าและหมองหม่นไปกับมัน


ในทุกวัน ทุกคืน..
คิดถึงและเป็นห่วงแม่สุดใจ
แม่คงเหนื่อยทั้งกายและใจ อยากไปอยู่ใกล้ๆ
แม่พยายามหาเรื่องคุยเพราะแม่เองก็คงต้องการเพื่อน
แม่โทรมาเล่าด้วยความกังวลว่า
“ยายอาจจะอยู่ได้ไม่เกิน 2 เดือน หมอดูว่าไว้อย่างนั้น”
จึงบอกแม่ไปว่า “ไม่ต้องเชื่อถือหมอดูมาก ถ้าเขาทายวันเกิดยายได้
โดยไม่ต้องดูบัตรประชาชนของยาย
ถ้าหมอดูตอบถูก แม่ค่อยถามต่อว่า ยายจะตายวันไหน
แล้วอย่าลืมถามหมอด้วยว่า หมอดูจะตายวันไหน
..แล้วแม่ก็หัวเราะ

แต่วันต่อมาแม่ก็ร้องไห้อยู่ดี
แม่ร้องไห้บ่อยขึ้น ทั้ง ๆ ที่แม่ไม่ร้องไห้กับเรื่องอะไรง่าย ๆ
เมื่อบอกว่า “แม่ไม่ต้องร้องไห้นะ”
“แม่เจ็บลูก...แม่สงสารยาย ยายเจ็บแม่ก็เจ็บ”


แม่ครับ..
ลูกก็อยากบอกแม่เหมือนกันว่า
“แม่เจ็บ...ลูกชายคนนี้ก็เจ็บด้วยเช่นกัน”

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ระยะทางไม่เคยไกลตราบที่ใจเราใกล้กัน



ศุกร์ที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๒

๐๙.๓๖ น. - ตุ๊กติ๊กยังคงนอนหลับอยู่ชั้นล่างหลังจากนั่งรถจากเชียงใหม่ มาถึงกรุงเทพฯ เมื่อเช้านี้ เพื่อที่จะมาช่วยขับรถไปเชียงใหม่ในช่วงเย็น ติ๊กบอกว่า ได้นอนในรถมามากพอควรแล้ว แต่ผมก็บอกน้องให้นอนอีกจนถึงบ่าย โดยเตรียมที่นอนและเปิดแอร์ในห้องชั้นบนไว้ให้ แต่ติ๊กก็ขออนุญาตเปิดพัดลมนอนชั้นล่าง

เมื่อเห็นว่าเป็นเจตนาของน้องก็ไม่ขัดใจ

ติ๊กเป็นคนขี้เกรงใจมาตั้งแต่เด็ก ๆ จำได้ว่า ตอนเราพบกันครั้งแรก ๆ ขณะขับมอเตอร์ไซค์จากเชียงใหม่ขึ้นอมก๋อย ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ ผมนำเสื้อแขนยาวของตนเองให้น้อง น้องรับด้วยความเกรงใจแล้วเอาไปพันคอ ไม่ยอมสวม จนกระทั่งเดินทางถึงบ้าน เมื่อสอบถามน้อง ๆ คนอื่น ๆ ว่า “ทำไมติ๊กจึงไม่ใส่เสื้อแขนยาวของพี่” ได้รับคำตอบว่า "ติ๊กกลัวทำให้เสื้อพี่เหม็นครับ" ติ๊กเป็นน้องที่ "ครับ" ตลอด ไม่ว่าจะบอกกล่าวหรือไหว้วานให้ทำสิ่งใด จนกระทั่งคำว่า "ครับ" กลายเป็นเอกลักษณ์ที่พี่ ๆ ทุกคนจดจำ

๑๘.๐๐ น. - เราเริ่มเดินทางออกจากกรุงเทพฯ สู่เชียงใหม่ เพื่อจัดงานทอดกฐิน ตุ๊กติ๊กเป็นคนขับมือแรก หันไปถามติ๊กว่า “รู้สึกไงบ้างติ๊ก เมื่อเช้านี้เพิ่งลงจากเชียงใหม่ แล้วเย็นนี้ก็ออกจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่อีก" ติ๊กตอบสั้น ๆ ว่า "สนุกดีครับพี่" ระหว่างเดินทางเราไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากมายนัก ฟังเสียงเพลงเบา ๆ ส่วนผมนึกย้อนถึงความทรงจำในยุคแรก ๆ ของเมื่อ ๗ ปี ก่อน ในยุคนั้นดูเหมือนคำว่า กรุงเทพฯ กับ เชียงใหม่ มันช่างห่างไกลกันมาก ๆ แต่เมื่อผมได้เจอกับกลุ่มน้อง ๆ เส้นทางกรุงเทพฯ -เชียงใหม่ ก็ไม่เคยไกลอีกต่อไป ว่างเมื่อไหร่ จังหวะงานเผลอคราวใด เป็นต้องไปหาน้อง ๆ ทุกที
แอ๊ดโทรมาแจ้งว่า ขณะนี้แอ๊ดกับแดงมารับน้องที่สันป่าตองแล้ว น้อง ๆ ไปช่วยจัดงานได้ประมาณ ๑๕ คน เพราะมีรถเพียงแค่คันเดียว น้องอีกส่วนหนึ่งจึงแบ่งไปทำหน้าที่ทาสีให้กับวัดที่อยู่ใกล้ ๆ กับวิทยาลัย ขณะเดินทางฝนตกเป็นระยะน้องที่นั่งท้ายรถจึงเปียกฝนกันหมดแต่ทุกคนก็ยังยิ้มแย้มสนุกสนาน

การเดินทางครั้งนี้เราขับรถไปทาง อ.ลี้ สู่ อำเภออมก๋อย ซึ่งสามารถย่นระยะทางได้มากมาย พอรถผ่านเส้นทางหุบเขาคดโค้งของ อ.ลี้ ผมจึงได้เปลี่ยนไปขับแทนน้อง

เสาร์ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๒
ถึงอมก๋อย (บ้านตุ๊กติ๊ก ตอนตี ๕) เมื่อคืนขับรถหลงทางไปเกือบถึงลำพูน เลยทางแยกเข้าดอยเต่าไปเสียไกล ต้องเสียเวลาขับรถย้อนกลับเป็นชั่วโมง ขณะที่ติ๊กกำลังจะโงหัวตื่นก็เลยรีบบอกติ๊กว่า "ติ๊กนอนต่อเลยน้องถึงแล้วจะปลุก" (เพราะอายที่พาน้องหลง)
- ตี ๕ กว่า ๆ กำลังจะล้มต้วลงนอน อู๊ดโทรมาบอกว่า มีทีมเจ้าภาพมาอีก ๑ คณะ คือ ป้าดา ให้โทรบอกทางด้วย จึงตัดสินใจไม่นอน โทรติดต่อป้าดาและพาตุ๊กติกออกมารอที่หน้า ร.ร.อมก๋อย พ่อติ๊กทำหน้างง ๆ ว่า เพิ่งเข้ามาและเพิ่งจะล้มตัวลงนอนจะออกไปกันอีกแล้วเหรอ

๗.๐๐ น.- เจอป้าดาและน้องชายที่หน้าโรงเรียน ถามป้าดาว่า เดินทางมาเชียงใหม่บ่อยไหมทำไมจึงมาอมก๋อยได้ถูก ป้าบอกว่า “เพิ่งมาเป็นครั้งแรก” นับว่า..เทพมาก ! ไม่หลงเลย..ทานก๋วยเตี๋ยวด้วยกันเสร็จแล้วก็ไปยังที่พักอมก๋อยรีสอร์ท อู๊ด เดินทางมาถึงพร้อมกับคุณแม่ในเวลา ๙ นาฬิกาเศษ

ตอนช่วงสายแอ๊ดมารับน้อง ๆ อีกทีมที่บ้านผาปูน และแวะมาสวัสดีผู้ใหญ่ใจดี มีน้อง ๆ มดแดงทีมอมก๋อย เกือบ ๒๐ คน ไปร่วมกันจัดงานสมทบกับทีมที่มาจากสันป่าตองตั้งแต่เมื่อคืน

บ่าย-หลังจากแอ๊ดและน้องส่งน้องเรียบร้อยก็ได้เดินทางมาที่รีสอร์ทอีกครั้ง เพราะ ๔ โมงเย็นวันนี้จะให้พาอู๊ดไปดูที่ดินเผื่อจะใช้เป็นสถานที่ฝึกอบรม

กว่าเราจะดูที่ในแต่ละแห่งเรียบร้อยก็ตกค่ำโดยมีฝนปรอย ๆ ตลอดเวลา หลังกลับมาที่พักก็สั่งอาหารและนั่งประชุมงานกันทั้งงานของวันพรุ่งนี้และแผนงานต่าง ๆ ในอนาคต ค่ำคืนนี้เราได้ทานอาหารร่วมกับกับท่านเจ้าภาพผู้ใหญ่ทุกคน บรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่น จากนั้นแอ๊ดและแดง ลาไปดูแลทีมน้อง ๆที่วัด

อาทิตย์ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๒
เราเดินทางออกจากอมก๋อยรีสอร์ทตอน ๙.๓๐ น. ถึงอาศรมสวนป่าภาวนาดอยพุย เกือบ ๑๑ โมง พอถึงวัดพระอาจารย์ได้เดินพาชมวัด จากนั้นก็ได้พากันถวายเพล และรับประทานอาหารร่วมกัน หลายคนชมว่า อาหารฝีมือชาวดอยอร่อยมาก โดยเฉพาะน้ำพริกของชาวดอยหอมน่ารับประทาน

พิธีทอดกฐินและถวายพระไตรปิฏก ๔ ตู้แก่วัดบนดอย เริ่มขึ้นในช่วงบ่ายโมงเศษ ๆ โดยมีน้อง ๆ มดแดงถือพานดอกไม้และธงนำขบวนเจ้าภาพ โชคดีที่ฝนไม่ตก พิธีกรรมทอดกฐินผ่านไปด้วยความเรียบร้อย หลังจากพระให้พรเสร็จ ฝนก็ตกทันที

คืนนี้มีโปรแกรมไปพักค้างที่บ้านแม่กลางหลวง ดอยอินทนนท์ หลังจากเสร็จพิธีแล้วเราก็เดินทางจากอมก๋อยสู่ดอยอินทนนท์กันต่อเลย น้อง ๆ มดแดงสันป่าตอง นั่งท้ายรถกะบะเหมือนเดิม และฝนก็ตกเหมือนเดิม เมื่อบอกให้มานั่งในรถได้เพราะตอนนี้มีรถ ๓ คัน น้อง ๆ บอกว่า ไม่เป็นไรเพราะตอนนี้เปียกแล้วถ้าเข้าไปในรถจะหนาวและจะทำให้รถเปียก จากนั้นเราก็ได้ยินเสียงน้อง ๆ ร้องเพลงอยู่ท้ายรถอย่างสนุกสนาน นี่สิ..น้อง ๆ มดแดง ไม่เคยกลัวหรือย่อท้อต่อความยากลำบาก หนาวร้อนใด ๆ เลย

ระหว่างเดินทางมายังดอยอินทนนท์ ป้าดามองเห็นมีคนขายเห็ดโคนจึงเกิดความรู้สึกอยากจะนำไปแกงให้เด็ก ๆ รับประทาน จึงหันมาถามผมว่า ที่อินทนนท์มีเตาและครัวให้ทำกับข้าวไหม จึงบอกว่า มีครับ เพราะที่นั่นเรามีบ้านของน้อง ๆ มดแดงอยู่ สามารถไปใช้ครัวเขาได้ ดังนั้นจึงได้แวะที่ตลาดฮอด เพื่อซื้อเห็ดโคนเป็นจำนวนมาก ป้าบอกว่า อย่าเพิ่งรีบให้น้อง ๆ กลับนะ เดี๋ยวป้าจะโชว์ฝีมือแกงเห็ดให้กิน เมื่อไปถึงดอยอินทนนท์แล้ว ป้าดาก็อาศัยครัวบ้านพี่สาวน้องบี โชว์แกงเห็ดที่แสนอร่อย หลังอิ่มแปล้แล้ว รถก็ไปส่งน้อง ๆ ที่สันป่าตอง

วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2552

อันเนื่องมาจากปากกา



เมื่อวันจันทร์ที่ ๖ ตุลาคม ที่ผ่านมา
ได้ไปทำธุระที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง
ขณะกำลังต่อแถวซื้อของ
มีเด็กนักเรียนชายคนหนึ่งอายุราว ๑๐ ขวบ
เดินเข้ามาหาด้วยอาการนอบน้อม
ในมือของเขามีปากกาหลากสีที่บรรจุซองอย่างดี
หนึ่งซองมีปากกาบรรจุอยู่ ๒ ด้าม
แล้วเขาก็พูดขึ้นมาว่า
"พี่ครับ ช่วยซื้อปากกาผมหน่อยได้ไหมครับ
ผมจะเอาเงินไปเป็นค่าเรียนหนังสือครับ"
พอฟังดังนั้นผมก็ยื่นตังค์ให้น้องไป ๒๐ บาท
พร้อมกับบอกว่า "น้องเอาตังค์ไปนะ ปากกาไม่ต้องให้พี่ก็ได้"

ปกติทั่ว ๆ ไป ผมก็ทำอย่างนี้บ่อยครั้ง
บางคราวมาในรูปแบบขายดอกกุหลาบ
บางคราวมาในรูปแบบของการขายลูกอม
มีทั้งคนแก่ คนสาวและเด็กหญิง เด็กชาย
ถ้าเป็นหญิงสาวมาขายลูกอม
ผมเลือกที่จะปฏิเสธและไม่ให้ความสนใจ
เพราะไม่ใช่ลูกผู้ชายที่จะจ่ายเงินง่าย ๆ
เพื่อตอบสนองมารยาประสาสาว
แต่ถ้าเป็นเด็กหรือคนแก่ก็ไม่เคยปฏิเสธ
บางคราวก็ให้อย่างเต็มใจและบางทีก็ให้เพื่อตัดรำคาญ
ในทุกครั้งที่ผ่านมา ถ้าให้เงินใครไปแล้ว
โดยปฏิเสธสิ่งของ เขาเหล่านั้นก็จะดีใจแล้วเดินผละออกไป
แต่เด็กชายคนนี้แตกต่างโดยสิ้นเชิง...

หลังจากยื่นตังค์ให้และปฏิเสธปากกา
เด็กชายหน้าตาหมดจดคนนี้ ยืนนิ่งไม่ไปไหน
แล้วพูดอย่างสุภาพว่า
"พี่ครับ รับปากกาของผมไปเถอะนะครับ"
"ไม่เป็นไรน้องปากกาพี่มีเยอะแล้ว น้องจะได้เอาไปขายให้คนอื่นไง"
เด็กชายคนนั้นยังคงพะเน้าพนออย่างสุภาพว่า
"เอาปากกาไปเถอะนะครับพี่ ยังไม่ใช้พี่ก็เก็บไว้ก่อนก็ได้
ถ้าไม่เอาทั้งหมดเอาเก็บไว้สักด้ามก็ได้ครับ"
แล้วเขาก็ฉีกห่อบรรจุออกแล้วยื่นปากกาให้ผมหนึ่งด้าม
จากนั้นเขาก็กล่าวขอบคุณ ยกมือไหว้และเดินจากไป

เด็กคนนั้นจากไปแล้ว พร้อมปากกา ๑ ด้ามในมือของผม
แต่ภาพของเด็กคนนั้นกลับไม่หายไปจากใจเลย

ผมรู้สึกว่า ความแตกต่างของมนุษย์มันอยู่ที่ตรงนี้นี่เอง
ตรงที่ เราพึงรู้จักที่จะรักษาศักดิ์ศรีของตัวเอง
ด้วยการไม่เอาเปรียบใครต่อใคร
เด็กชายคนนี้มีศักดิ์ศรีเพียงพอที่จะประกาศว่า
เขาคือคนขายปากกา ไม่ใช่ขอทาน
และเขาอาจหาญเพียงพอที่จะเดินไปขายปากกา
กับใครต่อใครอีกเรื่อย ๆ เพราะเขาคือพ่อค้า ไม่ใช่ขอทาน
และที่สำคัญ เมื่อนำมาเขียนลงกระดาษ
ผมพบว่า ปากกาของเด็กชายคนนั้นมีกลิ่นหอม...

อันเนื่องมาจากปากกา... ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๒
วันนี้ผมได้แกะกล่องของขวัญที่บรรจุหีบห่ออย่างดี
ด้านหน้ากล่องมีกลอนอวยพรที่ชวนปลื้มใจ
เป็นของขวัญชิ้นแรกและอาจจะเป็นชิ้นเดียวที่ได้รับในวาระวันเกิดปีนี้
ในวันที่ ๑๐ กันยายน ที่ผ่านมา
ของขวัญชิ้นนี้เป็นของน้องข้าว น้องท๊อปและน้องมด
ข้างในกล่องเป็นปากกา SHEAFFER หนึ่งแท่งที่สลักชื่ออย่างสวยงาม
พร้อมกันนั้นยังมีสมุดบันทึกหนึ่งเล่ม
ไม่ว่า ของขวัญชิ้นนี้จะมีราคาหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ..
ผมรู้สึกว่า มันมีคุณค่าต่อหัวใจของผมเป็นอย่างมาก
มันสร้างความรู้สึกให้เรามีกำลังใจที่จะใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า
การที่เรารู้สึกว่า มีใครคนหนึ่งไม่ลืมวันสำคัญของเรา
ผมมองว่า มันเป็นเรื่องน่าปลื้มของชีวิต
และเป็นเรื่องที่น่าซาบซึ้งสำหรับใครคนนั้น

สำหรับใครบางคนอาจจะคิดว่า วันเกิดก็เป็นแค่วัน ๆ หนึ่งในปฏิทิน
ไม่เห็นจะสลักสำคัญอันใด หรือเป็นเรื่องจิ๊บ ๆ ไร้ค่าที่จะคำนึงถึง
ไม่ว่าใครจะคิดเห็นอย่างไรก็ตาม
ส่วนตัวแล้วผมคิดว่า วันเกิดคือวันสำคัญที่สุดของชีวิต
เพราะเป็นวันที่เราได้กายมนุษย์ ซึ่งเป็นกายที่ดีที่สุดต่อการบำเพ็ญบารมี
และเป็นกายที่สำคัญที่สุดต่อการปราบมารประหารกิเลส
ทำพระนิพพานให้แจ้ง ดังนั้น..จึงปลื้มใจที่มีใครให้ความสำคัญ
กับวันสำคัญวันนี้ของผม

ในวันคล้ายวันเกิดของเพื่อนและน้อง ๆ ที่สนิทสนมกัน
คบกันมากว่าทศวรรษ
ผมจึงเลือกที่จะมอบสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่ตนเองมีอยู่
ให้เป็นของขวัญวันเกิด แก่เขาและเธอเหล่านั้น
แต่รู้สึกว่า วันเกิดของเราปีนี้กลับไม่ได้ของขวัญ
หรือคำอวยพรสักคำจากเขาและเธอเหล่านั้นเลย

มันจึงทำให้ผมตระหนักว่า
"ผมจะไม่มีวันทำร้ายความรู้สึกของคนสำคัญของผมด้วยการเมินเฉยต่อวันสำคัญของเขาเด็ดขาด
เพราะผมซาบซึ้งใจดีแล้วว่า มันน่าเสียใจเพียงใด
และท้ายที่สุด ณ บัดนี้ผมเองกลับรู้สึกเช่นเดียวกันว่า
เขาและเธอเหล่านั้นไม่ใช่บุคคลสำคัญในชีวิตของผมอีกต่อไปแล้ว"