
,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,
หนึ่งใบผลิ
ชีวิตก็เช่นนี้
มีดับ มีเกิด เป็นวงวน”
ฝันเป็นตุเป็นตะไปว่า ขณะเดินข้ามสะพานไปที่ไหนสักแห่ง
ได้พบวิญญาณของคนสามคนดักอยู่ที่กลางสะพาน
เขาต้องการมาดักรอผม
หรือบังเอิญผมมีโอกาสได้เห็นเขาก็ไม่ทราบได้
ไม่ต้องถามอะไร ผมก็รู้ด้วยความรู้สึกทันทีว่า
ตนหนึ่งเป็นแม่
ตนหนึ่งเป็นลูกสาววัยราว ๖ ขวบ
และอีกคนเป็นป้า
ครึ่งตนล่างของวิญญาณทั้งสามตัวจมหายอยู่ใต้พื้น
โผล่ขึ้นมาเพียงกายครึ่งบน
แปลกมากที่ผมไม่รู้สึกกลัวเลยแม้สักนิด
ผิดธรรมชาติที่ปกติจะกลัวผีมากก็ตาม
ในฝันผมได้ทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าตนเองจะทำ
นั่นคือ นั่งนึกว่าผมทำบุญอะไรมาแล้วบ้าง
ผมนั่งลงคุยกับวิญญาณทั้งสาม
แล้วบอกว่า “เดี๋ยวผมจะแบ่งบุญให้ อนุโมทนาบุญกับผมนะ จะได้ไปที่ดีๆ”
วิญญาณของคุณป้าบอกว่า เขายังรอคนอื่นๆอยู่ยังไม่อยากไปตอนนี้
ผมจึงบอกว่า “อยากไปหรือไม่อยากไป ผมไม่ว่าอะไรหรอก ขอแต่เพียงว่า อนุโมทนาบุญกับผมก่อน เผื่อจะได้มีบุญติดตัวไปในภพภูมิที่ดีกว่าจะต้องมาติดอยู่กลางสะพานแห่งนี้ เพราะผมอาจจะไม่ได้ผ่านมาแถวนี้อีก”
เราคุยกันอย่างเป็นจริงเป็นจัง
โชคดีที่ผมได้รับการสอนจากคุณยายว่า
“คนเราตายแล้วไม่สูญ ตายแล้วเราก็ต้องเกิดอีก โลกนี้โลกหน้ามีจริง มีเพียงสิ่งเดียวที่ชีวิตคนจะนำติดตัวไปได้คือบุญกุศล คนที่ตายแล้วเขาใช้บุญอย่างเดียวไม่ใช้เงิน”
สิ่งที่ถูกสอนให้ทำเป็นปกติคือ
ถ้าไปทำบุญอะไรมา ให้นำมาฝากคนที่บ้านด้วย
หรือนำมาฝากผีบ้านผีเรือนด้วย
เพราะการได้อนุโมทนาบุญก็เป็นบุญกุศลอย่างหนึ่ง
ดังนั้นหากวันใดไปวัดหรือไปไหว้พระกลับบ้าน
ก็จะบอกคนที่บ้านว่า วันนี้ไปทำบุญอย่างนั้นอย่างนี้มา อนุโมทนาบุญด้วยกันนะ
และนึกถึงผีบ้านผีเรือนที่ดูแลเรือนให้เขามาอนุโมทนา
เมื่อเขาได้รับบุญเขาก็จะมีฤทธิ์มีอานุภาพ
ดูแลเหย้าเรือนให้ปราศจากปีศาจร้ายต่างๆ ได้
วัฒนธรรมของชาวเหนือจะมีความเชื่อเรื่องนี้
ผมเองก็ถูกหล่อหลอมมาให้เชื่อว่า สิ่งเหล่านี้มีอยู่จริงและผมก็เชื่อเช่นนั้น
เพราะผมเคยเห็นผีจะจะคาตามาแล้ว...
คราวหนึ่งหลังเลิกงาน ในเวลาโพล้เพล้
มีน้องชายคนหนึ่งตะโกนบอกว่า “พี่เดี๋ยวผมติดรถพี่ไปด้วยนะ”
พอน้องคนนั้นวิ่งขึ้นมาบนรถผมก็สตาร์ทแล้วขับออกไป
ขับไปได้ระยะหนึ่งผมก็ถามเขาว่า
“ลงตรงไหนดี”
แต่ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ
พอมองไปที่เบาะนั่ง ปรากฎว่า พื้นที่นั่งว่างเปล่า
เขาหายไปไหน
เมื่อครู่ใครขึ้นรถ
ผมตาไม่ฝาดแน่ๆ ผมเห็นคนขึ้นรถแล้วจริงๆ
น้องคนนั้นก็อ้วนสักประมาณ ๙๐ โลได้
รูขุมขนของผมลุกทั้งตัว
ในความกลัวมีความกล้า
ผมหยุดรถนิ่ง ตั้งสติ
และตัดสินใจโทรศัพท์เข้ามือถือของเขา
จากกลัวกลายเป็นความห่วงใย
น้องเขาเป็นอะไรไปหรือเปล่า
เขาตายไปแล้วไหม
เป็นไรตาย
แล้วจะตายได้อย่างไร
ในเมื่อเราก็เจอหน้ากันในที่ทำงานทุกวัน
วันนี้ก็ยังแซวเรื่องสาวๆ กันอยู่เลย
แม้เขาจะอยู่กันคนละแผนก
แต่ก็มีความรู้จักมักคุ้นพูดคุยกันอย่างสนิทสนม
ใจก็เต้นระทึกนึกลุ้นว่า จะมีคนรับสายไหม
ปรากฏว่า...มี
หลังเสียงฮัลโหล
ผมถามว่า
“เอกอยู่ไหน”
เขาตอบว่า
“ยังอยู่ที่ทำงานพี่”
“ แล้วไม่กลับบ้านเหรอ”
“เดี๋ยวรอกลับกับเพื่อน”
“เมื่อกี้ เอกขอกลับกับพี่หรือเปล่า”
“ใช่พี่ ผมกำลังจะไปหยิบกระเป๋า พี่ก็ออกรถไปแล้ว ผมงงเลย”
“ไม่เฉพาะเอกหรอกที่งง พี่ก็งงยิ่งกว่าเอกอีก”
“งงไรพี่”
ผมคิดว่า คงไม่ดีแน่ถ้าเล่าให้เขาฟังตอนนี้
เกรงจะเป็นลางไม่ดีเอาเปล่าๆ
จึงบอกปัดไปว่า
“เออ..ไม่มีไรหรอก เอาไว้เดี๋ยวพรุ่งนี้จะเล่าให้ฟัง”
หลังวางสายจากเอก
ผมก็ไม่แน่ใจว่า เอกที่ผมคุยด้วยเป็นผีหรือคน
เพื่อความมั่นใจ จึงโทรศัพท์ไปไหว้วานเพื่อนร่วมงานในออฟฟิศ
ให้ชะโงกหน้าไปดูทีว่า เอกอยู่แถวนั้นไหม
ปรากฏว่า อยู่
ต่อด้วยการถามคนใกล้เคียงอีกสองสามคน
ทุกคนยืนยันว่า เอกยังพกพาหุ่นตุ้นนุ้ยเดินไปเดินมาแถวนั้นอย่างชัดเจน
และทุกคนย้อนถามผมเป็นเสียงเดียวกันว่า
“นายเป็นไรหรือเปล่า”
นั่นสิ ผมเป็นไรหรือเปล่า ยืนสงบใจนิ่งๆ สักพัก
หรือผมเป็นฝ่ายที่เป็นอะไรไปจริงๆ
หยิกตัวเองปรากฏว่า เจ็บ
ต่อด้วยการนึกถึงบุญกุศล
นึกถึงพ่อแม่
นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
ถ้าเราตายจริงๆ เราอาจแว๊บไปที่นั่นที่นี่ได้
เหมือนเรื่องผีๆ ที่เคยได้ยินได้ฟังมา
ปรากฏว่า ยังยืนทื่ออยู่ที่เดิม
ช่างเถอะ ถ้าคิดมากไปกว่านี้ผมอาจเป็นตาผีบ้าไปจริงๆ ก็ได้
พอกลับถึงบ้าน อาบน้ำอาบท่าแล้วสวดมนต์นอน
ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรต่อไป
ผมอยากให้ถึงพรุ่งนี้เช้าไวๆ ยังคาใจว่า
‘เราหรือเอกไม่เป็นอะไรแน่นะ’
แล้วทุกอย่างก็ปกติ ทุกคนมีชีวิตและลมหายใจอยู่เหมือนเดิม
พอเล่าเรื่องดังกล่าวให้ทุกคนฟัง
กลายเป็นเรื่องโจ้กประจำออฟฟิศไป
ผมได้สอนให้วิญญาณทั้งสามประนมมือและอนุโมทนา
ขณะที่จะเอ่ยถึงบุญที่ตัวเองทำว่ามีอะไรบ้าง
พลันฉุกคิดได้ว่า ในกระเป๋าตัวเองมีเงินอยู่ประมาณห้าร้อยบาท
จึงมอบเงินครึ่งหนึ่งให้วิญญาณทั้งสาม
แล้วบอกว่า “เงินนี้ผมให้คุณทั้งสาม ถือเป็นสมบัติของคุณ แต่ผมมีข่าวบุญจะบอก มาทำบุญสร้างวิหารกับผมนะ จะได้บุญมากๆ เพราะมีเพียงบุญเท่านั้นเป็นที่พึ่งแก่เราได้”
วิญญาณทั้งสาม ก็ได้มอบเงินนั้นแก่ผมแล้วบอกว่า “ขอทำบุญ”
ผมจึงให้ทั้งสามอธิษฐานจิตพร้อมกัน
มันน่าอัศจรรย์มาก
ในขณะที่กำลังอธิษฐาน
ร่างของวิญญาณทั้งสามก็สว่างขึ้นๆ
กายค่อยๆ หลุดจากพื้นลอยล่องทั้งร่าง
เป็นร่างกายที่สมบูรณ์งดงาม
พออธิษฐานจบ แสงสว่างของกายพวกเขา สว่างโล่ง
ทำเอาบริเวณพื้นที่โดยรอบ สว่างไปหมด
เหมือนมีพระอาทิตย์สามดวงส่องแสง
กลางคืนกลายเป็นกลางวัน
แล้วผมก็มองเห็นผู้คนมากมายอยู่รอบๆ
ทุกคนแสดงอาการดีอกดีใจ
เหมือนได้เจอญาติพี่น้อง หัวเราะร่าเริง ปีติเบิกบาน
ผมมีความสุขมากที่ได้ทำอย่างนั้น
แล้วก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา
ผมเหมือนยังค้างเติ่งอยู่กับอารมณ์แห่งความฝัน
ไม่คิดว่า นั่นคือฝัน
กลับนึกว่า มันเป็นภาพจริงๆ ที่เพิ่งผ่านมา
เพราะจำรายละเอียดทุกอย่างได้ดีเหลือเกิน
ผมจึงลุกขึ้นแล้วนั่งหลับตาทำสมาธิ
นำใจมาอยู่กับเนื้อกับตัว
เพราะชีวิตวันใหม่กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว
ต้องเตรียมอาบน้ำอาบท่าไปทำงาน
โลกนี้โลกหน้ามีจริง ชีวิตตายแล้วไม่สูญ
เหตุที่ทำให้เชื่อมั่นในคำสอนของพระพุทธเจ้าข้อนี้
เพราะรู้สึกเสมอว่า ชาตินี้คงไม่ใช่ชาติแรกที่ผมเป็นมนุษย์
ผมเคยเกิดมาหลายชาติแล้ว
และเศษความทรงจำของภพชาติเหล่านั้น
ยังอยู่ในกล่องของดวงจำซึ่งถูกเก็บไว้อย่างดีในที่ไหนสักแห่ง
เพียงแต่ผมยังไม่เห็นหรือยังไม่ได้เปิดกล่องดังกล่าวดูเท่านั้น
และชอบท่านั่งของพระพุทธรูป คือ ท่านั่งสมาธิ
ผมรู้สึกว่า องค์พระท่านมีความสุขตลอดเวลา
แม้จะนั่งหลับตานิ่งๆ เฉยๆ แต่ในความสงบนิ่งนั้น
ดูล้ำลึก ยิ่งใหญ่ ทรงพลัง
คืออาการของผู้ชนะ
ซึ่งชวนให้ค้นหาเสมอมาว่า
โลกใต้เปลือกตาที่ปิดสนิทขององค์พระนั้น คืออะไร
ดังนั้นในวัยเยาว์ผมจึงมักไปหาที่สงัดๆ นั่งสมาธิเสมอๆ
คือความเศร้าเมื่อได้คิดถึงอาเปี๊ยก
อาเปี๊ยก ชายพิการผู้เคยเก็บตังค์เพื่อซื้อเสื้อกันหนาวชุดใหม่ให้กับผม
แล้วผมใส่ไปเล่นไฟจนเป็นรูพรุน
ทำไมบางคนรวย บางคนจน
บางคนพิการ และบางคนหน้าตาดี
เราจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้อย่างไร
เปลี่ยนให้ทุกคน รวยเหมือนกัน
รูปร่างหน้าตาดีเหมือนกัน มีความสุขเหมือนกัน
จุดสิ้นสุดของชีวิตอยู่ที่ตรงไหน
ตายแล้วถ้าทำไม่ดีก็ตกนรก
ถ้าทำดีก็ขึ้นสวรรค์
ดีแค่ไหนถึงจะได้ไปสวรรค์
เลวแค่ไหนถึงได้ไปนรก
เราจะต้องวนๆเวียนๆอย่างนี้อีกนานหรือเปล่า
แล้วเมื่อไหร่จะสิ้นสุด
เมื่อไหร่จะไม่ต้องมีการวนเวียนอย่างนี้อีก
เมื่อหาทางออกให้ความคิดไม่ได้
จึงได้แต่เพียงร้องไห้
ร้องกับคำถามที่วนๆซ้ำๆ
เหมือนหนังเรื่องเดิมนี้เกือบทุกวัน
ร้องจนหมอนที่นอนหนุนนั้นเปียกชื้นจนเป็นจุดขึ้นราดำๆ
หนทางที่ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดคือนิพพาน
ผมไม่รู้ว่านิพพานเป็นยังไงรู้
แต่ว่า ดี ฟังแล้วชอบ
อะไรก็ได้ที่ทำให้คนไม่ต้องมาเกิดมาตายและมีความสุขอย่างเดียว
ผมชอบและผมอยากจะไป
อยากจะพาคนที่ผมรักทุกคนไปอยู่ตรงนั้นด้วย
หลังจากที่เธอเคยชวนผมดูมาหลายวันแล้ว แต่ไม่ว่างมาสักที
ก่อนเข้าโรงภาพยนตร์ เธอถามว่า
“จะทำงานที่ทำอยู่ไปอีกนานเท่าไหร่”
ผมจึงตอบไปว่า
“ผมอาจจะทำอีกสักปีสองปีจากนั้นคงไม่ทำแล้ว”
“แล้วจะไปไหนล่ะ”
“คงไปบวช”
ผมตั้งผังชีวิตไว้ว่า เมื่อปลดกังวลในทางโลกแล้ว
ผมคงจะออกบวช เหมือนชีวิตของเจ้าชายสิทธัตถะ
ผู้สละเรือน บำเพ็ญเพียรในเพศสมณะ
จนกระทั่งตรัสรู้พระนิพพาน
ถ้าผมจะเป็นอย่างนั้น
ก็ควรต้องเดินตามวิธีการที่ท่านทำและสำเร็จมาแล้ว
ผมอยากไปนิพพาน
และอยากพาคนทั้งโลกไปด้วย
เพราะนั่นเป็นวิธีเดียวที่ผมจะมั่นใจได้ว่า
มนุษย์ทั้งโลกจะไม่มีความแตกต่างกัน
ไม่มีความทุกข์ ไม่พิการ
และมีความสุขอันเป็นนิรันดร์เหมือนๆกัน
แน่นอน มันค่อนข้างจะดูฝันๆ ไปสักหน่อย
แต่ก็คงไม่ผิดอะไร เพราะความฝันไม่เสียสตางค์
ไม่ทำลายป่าไม้ และไม่ก่อการแตกแยกกับชาติบ้านเมือง
ทำให้ผมอยากทำบุญเป็นที่สุด
๓๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๐



