วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

หอมช่อลีลาวดี




ลีลาวดีที่บ้านออกดอกแล้ว หลังจากลุ้นอยู่นานว่า มันจะเป็นดอกสีอะไร
สรุปแล้วเป็นดอกสีขาว

ลีลาวดีต้นนี้ขอมาจากน้องย้ง-เหมา
เพราะอยากให้มีต้นไม้ใบเขียวอยู่หน้าบ้าน
และโดยส่วนตัวชอบลีลาวดีเป็นพิเศษ
เป็นดอกไม้ที่กระตุ้นความรู้สึกให้อยากเขียนหนังสือ

ซึ่งมันก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลย หลังจากลีลาวดีแย้มดอกออกมา
ทำให้เราเกิดความรู้สึกครั้งยิ่งใหญ่ที่จะพัฒนาการด้านการขีด ๆ เขียน ๆ ให้มากขึ้น
ตอนนี้บังคับตัวเองว่า ต้องอ่านหนังสือให้ได้วันละ ๑ เล่ม
จะต้องเก็บถ้อยคำไว้ในคลังใจให้มากที่สุด

ลีลาวดีโตแล้ว
ชีวิตของเราต้องโตขึ้นดุจเดียวกัน

ต้นไม้เติบโตด้วยน้ำและปุ๋ย
คนเติบโตได้ด้วยบุญและผลงาน

ดังนั้นจากนี้ไปต้องเร่งสร้างผลงานที่เป็นบุญให้มากที่สุด

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

อมตะ



"ชีวิตคนนั้นสั้นแต่ผลงานสิอยู่นาน"
ยินข่าวการละโลกของคนที่รู้จักและไม่รู้จักเป็นระยะ
เหมือนมีความตายอยู่ข้าง ๆ
นึกถึงความตายแล้วก็ทำให้นึกถึงงาน

อยากสร้างงานที่มีคุณค่าและคงอยู่ได้นานๆ
แม้เราจะตายไปแล้วผลงานชิ้นนั้นยังทำหน้าที่ของมันอยู่
คนเราต้องรู้จักที่จะสร้างคนและสร้างงานที่เป็นอมตะ
เพราะชีวิตเราไม่อมตะ ...

ตอนวัยรุ่นผมชอบอ่านนวนิยาย
แต่พอเติบโตขึ้นก็กระหายการเรียนรู้วิถีก้าวสู่ความสำเร็จของบุคคลต่าง ๆ
และเรียนรู้การสร้างงานของพวกเขา


เมื่อวิเคราะห์วิถีสู่ความสำเร็จของผู้คนแล้ว
ผมพบว่า นอกจากคนเราจะมีแบล๊กกราวหรือฉากหลังที่ดีแล้ว
เราจำเป็นต้องมีการจัดการที่ดีด้วย
ในทางเดียวกัน..
นอกจากคนเราจะมีการจัดการที่ดีแล้ว
จำเป็นต้องมีแบล๊กกราวที่ดีด้วยเช่นกันจึงจะประสบความสำเร็จ

แบล็กกราว คือ บุญ
การจัดการ คือ การประกอบเหตุ เพื่อต่อยอดไปสู่ "ผล"

ทั้งหลายทั้งปวงยืนอยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบและความไม่ประมาท

วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

จงอดทน



สำหรับไดอารี่หน้านี้...
ฉันเพียงอยากบอกตัวฉันเองนับจากวันนี้เป็นต้นไปว่า
"จงอดทน แม้สิ่งที่เราจะเจอนับจากนี้จะไม่รื่นเริงดั่งเดินในสวนดอกไม้
จงเข้มแข็งแม้พายุร้ายกระพือโหมจากทิศทั้งสี่
จงยึดมั่นในความดี แม้ไกลลับจากสายตาผู้คน
จงจำไว้ว่า ถ้าไม่อดทนต่อความเหน็บหนาว ก็ปีนไปไม่ถึงยอดเขาเอเวอร์เรต"

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ทางเลือก



เราเลือกที่จะเกิดมาบนโลกใบนี้
และเราเลือกที่จะสร้างความดีงามบนโลกที่เราเกิด
ไม่ว่าโลกจะให้อะไรกับเราบ้างหรือไม่
หรือโลกจะไม่ให้อะไรกับเราเลย
แต่เราก็ยืนยันที่จะสร้างประโยชน์กับโลกทั้งใบ
และมนุษย์ทุกผู้คน

ข้าพเจ้าได้บอกเล่าต่อกันประสาพี่ประสาน้องครอบครัวมดแดงว่า
เราไม่ได้ผูกรักกันด้วยอาหารที่อร่อย
หรือการท่องเที่ยวที่สนุกสนาน
เพราะนั่นคือ อาการของผู้ใหญ่เอาไว้ใช้หลอกล่อเด็ก
เพื่อสูบผลประโยชน์อย่างเลือดเย็น

แต่พวกเราผูกรักกันไว้ด้วยเหตุแห่งความดี
ปลูกต้นกล้าแห่งความดีงามฝังลงในใจ
และเฝ้าดูต้นกล้าต้นนั้นเติบโตต่อยอดไปพร้อม ๆ กัน

เราไม่ใช่นักสร้างความดีเพื่อล่ารางวัล
แต่เราสร้างความดีโดยจิตวิญญาณ
ด้วยกมลสันดานอันบริสุทธิ์
ดุจดวงตะวันที่เกิดมาเพื่อให้แสงสว่าง
ดุจหนทางอันเป็นเครื่องดำเนินไปของสรรพสัตว์ทั้งหลาย

ไม่ว่าจะอยู่ในที่ใด จงทำตัวของเราให้มีคุณค่า
หากอยากเป็นพระโพธิสัตว์
ก็จงดำเนินชีวิตเยี่ยงพระโพธิสัตว์
คิด พูด ทำ ตามรอยทางแห่งพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า

วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ในวันที่ยินเสียงแม่สะอื้นไห้




ยายป่วยกระเสาะกระแสะมาแรมปี
เข้าออกโรงพยาบาลอยู่เรื่อย ๆ
ส่วนแม่ก็เจ็บออด ๆ แอด ๆ ด้วยโรคประจำตัว
ทั้งโรคเกาต์ ปอด และเบาหวาน

วันนี้แม่ทำหน้าที่ลูกสาวคนโตของยาย
ดูแลยายยามเจ็บไข้ไม่ห่างกาย
แม้จะอยู่ในภาวะคนป่วยดูแลคนป่วย..

แม่คอยทำความสะอาดปัสสาวะ อุจจาระให้ยาย
ทั้ง ๆที่แม่ก็อายุมากแล้ว มันเป็นภาพที่ตรึงใจมาก
ผมรู้ว่า แม่เหนื่อย แต่ก็รู้ว่า แม่มีความสุขที่ได้ทำ
ได้แต่คิดว่า สักวันแม่ก็อาจจะต้องมีวันนี้ตามวาระสังขาร
ตัวเราเองก็จะต้องดูแลแม่ให้ดีเหมือนแม่ดูแลยาย

มีโอกาสได้ไปอยู่เป็นเพื่อนแม่
ตลอดสองสามวันที่อยู่ใกล้แม่ สวดมนต์ให้แม่ฟัง
พาแม่ไปปล่อยปลา อย่างน้อยก็ทำให้แม่สบายใจ
และทำให้แม่และยายใจผูกอยู่กับบุญ

เมื่อคืนก่อนแม่โทรมาเล่าว่า ยายอาการหนัก อาจจะอยู่ได้ไม่นาน
สงสารยาย เลยปลอบใจแม่ว่า ไม่ต้องคิดไรมาก
ให้ใจของยายอยู่ในบุญ เราฝืนความตายไม่ได้
บอกย้ำกับแม่ว่า ช่วงนี้แม่ไม่ต้องห่วงอะไร
ทำหน้าที่ครั้งสุดท้ายให้ดีที่สุด แม่ดูแลยายให้เต็มที่ไม่ต้องห่วงอะไร
และที่สำคัญ..แม่เองก็ต้องดูแลตัวเองดี ๆ ด้วย
ยายเป็นบุคคลสำคัญสำหรับแม่ แต่แม่คือบุคคลสำคัญสำหรับผม
แม่ต้องดูแลตัวเอเพื่อผมด้วย
แม่บอกว่า...ถ้ามาบ้านให้ซื้อชุดขาวสวย ๆ มาให้ยายด้วยนะ
เอาไว้ใส่ให้ยายตอนละโลก แล้วแม่ก็ร้องไห้

ได้ยินเสียงแม่เครือ ๆ แล้วหัวใจแทบขาด
อยากมียางลบชนิดพิเศษที่สามารถลบความหมองเศร้าในใจแม่ได้
เข้าใจว่า แม่เศร้าแค่ไหน เราเองก็ได้แต่ย้ำว่า.

มันคือธรรมดาของโลกและสังขารเราฝืนมันไม่ได้
สังขารเราบังคับได้ยาก แต่เราต้องข่มใจเราให้ได้
ไม่ให้เศร้าและหมองหม่นไปกับมัน


ในทุกวัน ทุกคืน..
คิดถึงและเป็นห่วงแม่สุดใจ
แม่คงเหนื่อยทั้งกายและใจ อยากไปอยู่ใกล้ๆ
แม่พยายามหาเรื่องคุยเพราะแม่เองก็คงต้องการเพื่อน
แม่โทรมาเล่าด้วยความกังวลว่า
“ยายอาจจะอยู่ได้ไม่เกิน 2 เดือน หมอดูว่าไว้อย่างนั้น”
จึงบอกแม่ไปว่า “ไม่ต้องเชื่อถือหมอดูมาก ถ้าเขาทายวันเกิดยายได้
โดยไม่ต้องดูบัตรประชาชนของยาย
ถ้าหมอดูตอบถูก แม่ค่อยถามต่อว่า ยายจะตายวันไหน
แล้วอย่าลืมถามหมอด้วยว่า หมอดูจะตายวันไหน
..แล้วแม่ก็หัวเราะ

แต่วันต่อมาแม่ก็ร้องไห้อยู่ดี
แม่ร้องไห้บ่อยขึ้น ทั้ง ๆ ที่แม่ไม่ร้องไห้กับเรื่องอะไรง่าย ๆ
เมื่อบอกว่า “แม่ไม่ต้องร้องไห้นะ”
“แม่เจ็บลูก...แม่สงสารยาย ยายเจ็บแม่ก็เจ็บ”


แม่ครับ..
ลูกก็อยากบอกแม่เหมือนกันว่า
“แม่เจ็บ...ลูกชายคนนี้ก็เจ็บด้วยเช่นกัน”

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ระยะทางไม่เคยไกลตราบที่ใจเราใกล้กัน



ศุกร์ที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๒

๐๙.๓๖ น. - ตุ๊กติ๊กยังคงนอนหลับอยู่ชั้นล่างหลังจากนั่งรถจากเชียงใหม่ มาถึงกรุงเทพฯ เมื่อเช้านี้ เพื่อที่จะมาช่วยขับรถไปเชียงใหม่ในช่วงเย็น ติ๊กบอกว่า ได้นอนในรถมามากพอควรแล้ว แต่ผมก็บอกน้องให้นอนอีกจนถึงบ่าย โดยเตรียมที่นอนและเปิดแอร์ในห้องชั้นบนไว้ให้ แต่ติ๊กก็ขออนุญาตเปิดพัดลมนอนชั้นล่าง

เมื่อเห็นว่าเป็นเจตนาของน้องก็ไม่ขัดใจ

ติ๊กเป็นคนขี้เกรงใจมาตั้งแต่เด็ก ๆ จำได้ว่า ตอนเราพบกันครั้งแรก ๆ ขณะขับมอเตอร์ไซค์จากเชียงใหม่ขึ้นอมก๋อย ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ ผมนำเสื้อแขนยาวของตนเองให้น้อง น้องรับด้วยความเกรงใจแล้วเอาไปพันคอ ไม่ยอมสวม จนกระทั่งเดินทางถึงบ้าน เมื่อสอบถามน้อง ๆ คนอื่น ๆ ว่า “ทำไมติ๊กจึงไม่ใส่เสื้อแขนยาวของพี่” ได้รับคำตอบว่า "ติ๊กกลัวทำให้เสื้อพี่เหม็นครับ" ติ๊กเป็นน้องที่ "ครับ" ตลอด ไม่ว่าจะบอกกล่าวหรือไหว้วานให้ทำสิ่งใด จนกระทั่งคำว่า "ครับ" กลายเป็นเอกลักษณ์ที่พี่ ๆ ทุกคนจดจำ

๑๘.๐๐ น. - เราเริ่มเดินทางออกจากกรุงเทพฯ สู่เชียงใหม่ เพื่อจัดงานทอดกฐิน ตุ๊กติ๊กเป็นคนขับมือแรก หันไปถามติ๊กว่า “รู้สึกไงบ้างติ๊ก เมื่อเช้านี้เพิ่งลงจากเชียงใหม่ แล้วเย็นนี้ก็ออกจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่อีก" ติ๊กตอบสั้น ๆ ว่า "สนุกดีครับพี่" ระหว่างเดินทางเราไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากมายนัก ฟังเสียงเพลงเบา ๆ ส่วนผมนึกย้อนถึงความทรงจำในยุคแรก ๆ ของเมื่อ ๗ ปี ก่อน ในยุคนั้นดูเหมือนคำว่า กรุงเทพฯ กับ เชียงใหม่ มันช่างห่างไกลกันมาก ๆ แต่เมื่อผมได้เจอกับกลุ่มน้อง ๆ เส้นทางกรุงเทพฯ -เชียงใหม่ ก็ไม่เคยไกลอีกต่อไป ว่างเมื่อไหร่ จังหวะงานเผลอคราวใด เป็นต้องไปหาน้อง ๆ ทุกที
แอ๊ดโทรมาแจ้งว่า ขณะนี้แอ๊ดกับแดงมารับน้องที่สันป่าตองแล้ว น้อง ๆ ไปช่วยจัดงานได้ประมาณ ๑๕ คน เพราะมีรถเพียงแค่คันเดียว น้องอีกส่วนหนึ่งจึงแบ่งไปทำหน้าที่ทาสีให้กับวัดที่อยู่ใกล้ ๆ กับวิทยาลัย ขณะเดินทางฝนตกเป็นระยะน้องที่นั่งท้ายรถจึงเปียกฝนกันหมดแต่ทุกคนก็ยังยิ้มแย้มสนุกสนาน

การเดินทางครั้งนี้เราขับรถไปทาง อ.ลี้ สู่ อำเภออมก๋อย ซึ่งสามารถย่นระยะทางได้มากมาย พอรถผ่านเส้นทางหุบเขาคดโค้งของ อ.ลี้ ผมจึงได้เปลี่ยนไปขับแทนน้อง

เสาร์ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๒
ถึงอมก๋อย (บ้านตุ๊กติ๊ก ตอนตี ๕) เมื่อคืนขับรถหลงทางไปเกือบถึงลำพูน เลยทางแยกเข้าดอยเต่าไปเสียไกล ต้องเสียเวลาขับรถย้อนกลับเป็นชั่วโมง ขณะที่ติ๊กกำลังจะโงหัวตื่นก็เลยรีบบอกติ๊กว่า "ติ๊กนอนต่อเลยน้องถึงแล้วจะปลุก" (เพราะอายที่พาน้องหลง)
- ตี ๕ กว่า ๆ กำลังจะล้มต้วลงนอน อู๊ดโทรมาบอกว่า มีทีมเจ้าภาพมาอีก ๑ คณะ คือ ป้าดา ให้โทรบอกทางด้วย จึงตัดสินใจไม่นอน โทรติดต่อป้าดาและพาตุ๊กติกออกมารอที่หน้า ร.ร.อมก๋อย พ่อติ๊กทำหน้างง ๆ ว่า เพิ่งเข้ามาและเพิ่งจะล้มตัวลงนอนจะออกไปกันอีกแล้วเหรอ

๗.๐๐ น.- เจอป้าดาและน้องชายที่หน้าโรงเรียน ถามป้าดาว่า เดินทางมาเชียงใหม่บ่อยไหมทำไมจึงมาอมก๋อยได้ถูก ป้าบอกว่า “เพิ่งมาเป็นครั้งแรก” นับว่า..เทพมาก ! ไม่หลงเลย..ทานก๋วยเตี๋ยวด้วยกันเสร็จแล้วก็ไปยังที่พักอมก๋อยรีสอร์ท อู๊ด เดินทางมาถึงพร้อมกับคุณแม่ในเวลา ๙ นาฬิกาเศษ

ตอนช่วงสายแอ๊ดมารับน้อง ๆ อีกทีมที่บ้านผาปูน และแวะมาสวัสดีผู้ใหญ่ใจดี มีน้อง ๆ มดแดงทีมอมก๋อย เกือบ ๒๐ คน ไปร่วมกันจัดงานสมทบกับทีมที่มาจากสันป่าตองตั้งแต่เมื่อคืน

บ่าย-หลังจากแอ๊ดและน้องส่งน้องเรียบร้อยก็ได้เดินทางมาที่รีสอร์ทอีกครั้ง เพราะ ๔ โมงเย็นวันนี้จะให้พาอู๊ดไปดูที่ดินเผื่อจะใช้เป็นสถานที่ฝึกอบรม

กว่าเราจะดูที่ในแต่ละแห่งเรียบร้อยก็ตกค่ำโดยมีฝนปรอย ๆ ตลอดเวลา หลังกลับมาที่พักก็สั่งอาหารและนั่งประชุมงานกันทั้งงานของวันพรุ่งนี้และแผนงานต่าง ๆ ในอนาคต ค่ำคืนนี้เราได้ทานอาหารร่วมกับกับท่านเจ้าภาพผู้ใหญ่ทุกคน บรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่น จากนั้นแอ๊ดและแดง ลาไปดูแลทีมน้อง ๆที่วัด

อาทิตย์ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๒
เราเดินทางออกจากอมก๋อยรีสอร์ทตอน ๙.๓๐ น. ถึงอาศรมสวนป่าภาวนาดอยพุย เกือบ ๑๑ โมง พอถึงวัดพระอาจารย์ได้เดินพาชมวัด จากนั้นก็ได้พากันถวายเพล และรับประทานอาหารร่วมกัน หลายคนชมว่า อาหารฝีมือชาวดอยอร่อยมาก โดยเฉพาะน้ำพริกของชาวดอยหอมน่ารับประทาน

พิธีทอดกฐินและถวายพระไตรปิฏก ๔ ตู้แก่วัดบนดอย เริ่มขึ้นในช่วงบ่ายโมงเศษ ๆ โดยมีน้อง ๆ มดแดงถือพานดอกไม้และธงนำขบวนเจ้าภาพ โชคดีที่ฝนไม่ตก พิธีกรรมทอดกฐินผ่านไปด้วยความเรียบร้อย หลังจากพระให้พรเสร็จ ฝนก็ตกทันที

คืนนี้มีโปรแกรมไปพักค้างที่บ้านแม่กลางหลวง ดอยอินทนนท์ หลังจากเสร็จพิธีแล้วเราก็เดินทางจากอมก๋อยสู่ดอยอินทนนท์กันต่อเลย น้อง ๆ มดแดงสันป่าตอง นั่งท้ายรถกะบะเหมือนเดิม และฝนก็ตกเหมือนเดิม เมื่อบอกให้มานั่งในรถได้เพราะตอนนี้มีรถ ๓ คัน น้อง ๆ บอกว่า ไม่เป็นไรเพราะตอนนี้เปียกแล้วถ้าเข้าไปในรถจะหนาวและจะทำให้รถเปียก จากนั้นเราก็ได้ยินเสียงน้อง ๆ ร้องเพลงอยู่ท้ายรถอย่างสนุกสนาน นี่สิ..น้อง ๆ มดแดง ไม่เคยกลัวหรือย่อท้อต่อความยากลำบาก หนาวร้อนใด ๆ เลย

ระหว่างเดินทางมายังดอยอินทนนท์ ป้าดามองเห็นมีคนขายเห็ดโคนจึงเกิดความรู้สึกอยากจะนำไปแกงให้เด็ก ๆ รับประทาน จึงหันมาถามผมว่า ที่อินทนนท์มีเตาและครัวให้ทำกับข้าวไหม จึงบอกว่า มีครับ เพราะที่นั่นเรามีบ้านของน้อง ๆ มดแดงอยู่ สามารถไปใช้ครัวเขาได้ ดังนั้นจึงได้แวะที่ตลาดฮอด เพื่อซื้อเห็ดโคนเป็นจำนวนมาก ป้าบอกว่า อย่าเพิ่งรีบให้น้อง ๆ กลับนะ เดี๋ยวป้าจะโชว์ฝีมือแกงเห็ดให้กิน เมื่อไปถึงดอยอินทนนท์แล้ว ป้าดาก็อาศัยครัวบ้านพี่สาวน้องบี โชว์แกงเห็ดที่แสนอร่อย หลังอิ่มแปล้แล้ว รถก็ไปส่งน้อง ๆ ที่สันป่าตอง

วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2552

อันเนื่องมาจากปากกา



เมื่อวันจันทร์ที่ ๖ ตุลาคม ที่ผ่านมา
ได้ไปทำธุระที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง
ขณะกำลังต่อแถวซื้อของ
มีเด็กนักเรียนชายคนหนึ่งอายุราว ๑๐ ขวบ
เดินเข้ามาหาด้วยอาการนอบน้อม
ในมือของเขามีปากกาหลากสีที่บรรจุซองอย่างดี
หนึ่งซองมีปากกาบรรจุอยู่ ๒ ด้าม
แล้วเขาก็พูดขึ้นมาว่า
"พี่ครับ ช่วยซื้อปากกาผมหน่อยได้ไหมครับ
ผมจะเอาเงินไปเป็นค่าเรียนหนังสือครับ"
พอฟังดังนั้นผมก็ยื่นตังค์ให้น้องไป ๒๐ บาท
พร้อมกับบอกว่า "น้องเอาตังค์ไปนะ ปากกาไม่ต้องให้พี่ก็ได้"

ปกติทั่ว ๆ ไป ผมก็ทำอย่างนี้บ่อยครั้ง
บางคราวมาในรูปแบบขายดอกกุหลาบ
บางคราวมาในรูปแบบของการขายลูกอม
มีทั้งคนแก่ คนสาวและเด็กหญิง เด็กชาย
ถ้าเป็นหญิงสาวมาขายลูกอม
ผมเลือกที่จะปฏิเสธและไม่ให้ความสนใจ
เพราะไม่ใช่ลูกผู้ชายที่จะจ่ายเงินง่าย ๆ
เพื่อตอบสนองมารยาประสาสาว
แต่ถ้าเป็นเด็กหรือคนแก่ก็ไม่เคยปฏิเสธ
บางคราวก็ให้อย่างเต็มใจและบางทีก็ให้เพื่อตัดรำคาญ
ในทุกครั้งที่ผ่านมา ถ้าให้เงินใครไปแล้ว
โดยปฏิเสธสิ่งของ เขาเหล่านั้นก็จะดีใจแล้วเดินผละออกไป
แต่เด็กชายคนนี้แตกต่างโดยสิ้นเชิง...

หลังจากยื่นตังค์ให้และปฏิเสธปากกา
เด็กชายหน้าตาหมดจดคนนี้ ยืนนิ่งไม่ไปไหน
แล้วพูดอย่างสุภาพว่า
"พี่ครับ รับปากกาของผมไปเถอะนะครับ"
"ไม่เป็นไรน้องปากกาพี่มีเยอะแล้ว น้องจะได้เอาไปขายให้คนอื่นไง"
เด็กชายคนนั้นยังคงพะเน้าพนออย่างสุภาพว่า
"เอาปากกาไปเถอะนะครับพี่ ยังไม่ใช้พี่ก็เก็บไว้ก่อนก็ได้
ถ้าไม่เอาทั้งหมดเอาเก็บไว้สักด้ามก็ได้ครับ"
แล้วเขาก็ฉีกห่อบรรจุออกแล้วยื่นปากกาให้ผมหนึ่งด้าม
จากนั้นเขาก็กล่าวขอบคุณ ยกมือไหว้และเดินจากไป

เด็กคนนั้นจากไปแล้ว พร้อมปากกา ๑ ด้ามในมือของผม
แต่ภาพของเด็กคนนั้นกลับไม่หายไปจากใจเลย

ผมรู้สึกว่า ความแตกต่างของมนุษย์มันอยู่ที่ตรงนี้นี่เอง
ตรงที่ เราพึงรู้จักที่จะรักษาศักดิ์ศรีของตัวเอง
ด้วยการไม่เอาเปรียบใครต่อใคร
เด็กชายคนนี้มีศักดิ์ศรีเพียงพอที่จะประกาศว่า
เขาคือคนขายปากกา ไม่ใช่ขอทาน
และเขาอาจหาญเพียงพอที่จะเดินไปขายปากกา
กับใครต่อใครอีกเรื่อย ๆ เพราะเขาคือพ่อค้า ไม่ใช่ขอทาน
และที่สำคัญ เมื่อนำมาเขียนลงกระดาษ
ผมพบว่า ปากกาของเด็กชายคนนั้นมีกลิ่นหอม...

อันเนื่องมาจากปากกา... ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๒
วันนี้ผมได้แกะกล่องของขวัญที่บรรจุหีบห่ออย่างดี
ด้านหน้ากล่องมีกลอนอวยพรที่ชวนปลื้มใจ
เป็นของขวัญชิ้นแรกและอาจจะเป็นชิ้นเดียวที่ได้รับในวาระวันเกิดปีนี้
ในวันที่ ๑๐ กันยายน ที่ผ่านมา
ของขวัญชิ้นนี้เป็นของน้องข้าว น้องท๊อปและน้องมด
ข้างในกล่องเป็นปากกา SHEAFFER หนึ่งแท่งที่สลักชื่ออย่างสวยงาม
พร้อมกันนั้นยังมีสมุดบันทึกหนึ่งเล่ม
ไม่ว่า ของขวัญชิ้นนี้จะมีราคาหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ..
ผมรู้สึกว่า มันมีคุณค่าต่อหัวใจของผมเป็นอย่างมาก
มันสร้างความรู้สึกให้เรามีกำลังใจที่จะใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า
การที่เรารู้สึกว่า มีใครคนหนึ่งไม่ลืมวันสำคัญของเรา
ผมมองว่า มันเป็นเรื่องน่าปลื้มของชีวิต
และเป็นเรื่องที่น่าซาบซึ้งสำหรับใครคนนั้น

สำหรับใครบางคนอาจจะคิดว่า วันเกิดก็เป็นแค่วัน ๆ หนึ่งในปฏิทิน
ไม่เห็นจะสลักสำคัญอันใด หรือเป็นเรื่องจิ๊บ ๆ ไร้ค่าที่จะคำนึงถึง
ไม่ว่าใครจะคิดเห็นอย่างไรก็ตาม
ส่วนตัวแล้วผมคิดว่า วันเกิดคือวันสำคัญที่สุดของชีวิต
เพราะเป็นวันที่เราได้กายมนุษย์ ซึ่งเป็นกายที่ดีที่สุดต่อการบำเพ็ญบารมี
และเป็นกายที่สำคัญที่สุดต่อการปราบมารประหารกิเลส
ทำพระนิพพานให้แจ้ง ดังนั้น..จึงปลื้มใจที่มีใครให้ความสำคัญ
กับวันสำคัญวันนี้ของผม

ในวันคล้ายวันเกิดของเพื่อนและน้อง ๆ ที่สนิทสนมกัน
คบกันมากว่าทศวรรษ
ผมจึงเลือกที่จะมอบสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่ตนเองมีอยู่
ให้เป็นของขวัญวันเกิด แก่เขาและเธอเหล่านั้น
แต่รู้สึกว่า วันเกิดของเราปีนี้กลับไม่ได้ของขวัญ
หรือคำอวยพรสักคำจากเขาและเธอเหล่านั้นเลย

มันจึงทำให้ผมตระหนักว่า
"ผมจะไม่มีวันทำร้ายความรู้สึกของคนสำคัญของผมด้วยการเมินเฉยต่อวันสำคัญของเขาเด็ดขาด
เพราะผมซาบซึ้งใจดีแล้วว่า มันน่าเสียใจเพียงใด
และท้ายที่สุด ณ บัดนี้ผมเองกลับรู้สึกเช่นเดียวกันว่า
เขาและเธอเหล่านั้นไม่ใช่บุคคลสำคัญในชีวิตของผมอีกต่อไปแล้ว"

วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2552

เดือนเกิด


เดือนนี้เป็นเดือนเกิด ใกล้จะสิ้นสุดเดือนเกิดของตนเองไปแล้ว
ยังไม่ได้เขียนอะไรลงไปในบันทึกเล่มนี้เลย

ทั้ง ๆ ที่เดือนนี้และเดือนที่ผ่าน มีเรื่องราวดี ๆ เกิดขึ้นกับชีวิตตั้งมากมาย
คือ การจัดค่ายเยาวชนคนสร้างฝัน ขบวนการมดแดง ระหว่างวันที่ ๑๖-๑๘ สิงหาคม
ที่บ้านแม่กลางหลวง ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ มีน้อง ๆ มาร่วมค่ายเกือบ ๑๕๐ คน
และมีผู้ใหญ่ใจดีจากอเมริกา คือ แม่ครูหลา มาร่วมกิจกรรม มาให้กำลังใจ
และให้การสนับสนุนอีกด้วย
นอกจากจัดงานค่ายแล้ว หลังจัดค่าย คือ วันที่ ๑๙ สิงหาคม
แม่ครูหลายังได้ไปบริจาคเสื้อกันหนาว
และอุปกรณ์การศึกษาแก่น้อง ๆ โรงเรียนบ้านแม่กลางหลวงอีกด้วย
งานนี้รู้สึกผูกพันกับแม่ครูมาก
เพราะแม่ครูเป็นกันเอง ใจดี
และสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แม่ครูมอบให้กับมดแดงทุกคน
"หัวใจของผู้ให้ คือ มารดาของใจทุกดวง" จริง ๆ


ผ่านวันคล้ายวันเกิด ไปได้หลายวัน
แม้วันเกิดปีนี้ จะไม่ได้รับของขวัญจากใครเลยสักชิ้น
ทั้งจากน้องคนสนิทหรือคนรู้จักมักคุ้น
แต่วันเกิดของคนอื่นเราก็ได้เลือกของที่ดีที่สุดในชีวิตให้เขาไปแล้ว
แค่นี้ก็สุขใจเกินพอ เพราะเราไม่ได้ละเลยต่อวันสำคัญของเขา

ส่วนวันเกิดของเราปีนี้
เราได้มอบของขวัญที่ดีที่สุดแก่ชีวิตตนเองและบุพการีผู้ให้กำเนิด
นั่นคือ การให้โอกาสได้ครองผ้ากาสาวพัตร์
บวชเป็นพระ ประพฤติปฏิบัติธรรมตามรอยบาทพระศาสดา
การเป็นพระ คือ ชีวิตที่สงบ วิเศษ และทรมานกิเลสภายในตัวได้เป็นอย่างดี
นับตั้งแต่วันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๒ ถึง วันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๕๒

๒๐ กว่าวันกับการอบรมตนและการครองเพศสมณะ
ถือได้ว่า เป็นช่วงเวลาที่เปี่ยมคุณค่ามากที่สุดของกระผม
เพราะเป็นระยะเวลาของชีวิตที่ทุกลมหายใจเข้าออก พยายามบอกตัวเองเสมอว่า
"คิดแบบพระ พูดแบบพระ ทำแบบพระ" กลั่นกายวาจาให้ใสสะอาดบริสุทธิ์

หลวงพ่อ ท่านสอนให้บำเพ็ญเพียรทางจิต
โดยนึกน้อมใจมาตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกาย ทั้งหลับตาลืมตา
ให้ใจสงบหยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ผมว่า มันเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์นะ
แค่เพียงเอาใจไว้ที่กลางตัว ไม่ให้วอกแวกไปไหน
แค่นี้เราก็สัมผัสได้ถึงความนิ่งและความบริสุทธิ์
ใจเรารู้สึกเกลี้ยง ๆ กลม ๆ มีความสุขแบบยิ้ม ๆ
เมื่อใจนิ่งมากขึ้น ก็รู้สึกเหมือนในท้องของเรามีแสงเรือง ๆ ออกมา
แล้วแสงเรือง ๆ นั้นก็ก่อตัวเป็นลูกกลม ๆ
จากมองรวม ๆ ว่า กลมเหมือนดวงจันทร์
พอใจรวมมากขึ้น ดวงจันทร์ที่เรื่อเรืองนั้นกลับมีจุดเล็กใสกลม ๆ
เป็นจุดเล็กจิ๊ดเดียวแต่ใสเหมือนเพชร แถมมีปล่องลงไปด้วย
มองไปในกลางปล่องก็ยิ่งแปลกอีก ปล่องนั้นใหญ่กว่าจุดที่เล็กจิ๊ดเดียว
ปล่องกลวง ๆ ที่ค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ กลับไปอยู่ในจุดจิ๊ดเดียวได้
หลวงพ่อสอนให้ทำใจเฉย ๆ แม้จะเจอภาพอะไร มองท่อกลวง ๆ ไปเฉย ๆ
ก็รู้สึกเหมือนตนเองได้กลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับท่อแก้วใส ๆ นั้น
ตัวเบา ๆ ลอย ๆ มันอิ่ม ๆ เหมือนกับว่า ในชีวิตนี้ไม่อยากได้อะไร
ยิ่งดูพระท่านก็ยิ่งผุดซ้อนขึ้นมามากมาย ขยายใหญ่โตขึ้นเรื่อย ๆ
ยิ่งนิ่งก็ยิ่งรู้สึกว่า ตัวเราสะอาด สว่าง บริสุทธิ์ขึ้น
และรู้สึกราวกับตัวเราเป็นเหมือนไม้ผลัดที่ถูกส่งต่อเข้าไปในศูนย์กลางขององค์พระเรื่อย ๆ
จากองค์เล็ก ๆ ส่งไปองค์ใหญ่ จากองค์ใหญ่ส่งไปสู่องค์ใหญ่กว่า
จากองค์ใหญ่กว่า ไปสู่องค์ใหญ่ที่สุด องค์ใหญ่ที่สุดไปสู่องค์ใหญ่สุด ๆ มีสุด ๆ ในสุด ๆ ไปอีก
รู้สึกว่า การบวชครั้งนี้แค่ได้นั่งมองพระ นอนมองพระ ยืนมองพระ เดินมองพระ
ก็มีความสุขเกินที่จะอธิบาย มององค์พระจนกระทั่งรู้สึกว่า
เราใช้ชีวิตอยู่ในศูนย์กลางองค์พระองค์ใหญ่ ๆ
ในวันที่เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดนาคปรก
เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ไม่อาจลืมเลือนเลย
ในวันนี้มีเพื่อนที่กระผมรักที่สุด คือ อู๊ด ไปร่วมอนุโมทนา

ในวันนั้นพยายามไม่เอาใจออกไปไหน มองพระภายในอย่างเดียว
ดูเหมือนท่านสว่างไสวมากขึ้นกว่าเดิม
ขณะกล่าวคำขอบวชเหมือนตัวเบา ๆ ลอย ๆ
เหมือนนั่งอยู่ท่ามกลางความสว่าง
แล้วกายของเราก็เคลื่อนเข้าไปสู่กลางของกลางองค์พระที่เป็นท่อแก้วใส ๆ
ยิ่งเข้าไปสู่ภายในยิ่งโล่งกว้าง เบา สบาย
เหมือนเสียงเปล่งคำขอบวชในวันนั้น
ถูกถ่ายทอดเข้าไปในศูนย์กลางกายขององค์พระทุกองค์

ประสบการณ์ที่เกิดในวันนั้น
ถือเป็นวันมหัศจรรย์วันหนึ่งที่ลูกผู้ชายคนหนึ่งจะพึงมี
และขอนำมาบันทึกไว้ในบันทึกหน้านี้
เพื่อเป็นประวัติศาสตร์ชีวิตแห่งตน

"ในกาลแห่งสมณะ
ข้าฯ เห็นพระในกลางกาย
เปล่งแสงรังสีฉาย
แผ่ขยายไม่ถ้วนองค์
ท่านมาพร้อมความสุข
นิรทุกข์ธรรมดำรง
กายใจสะอาดองค์
พระกลั่นแก้ไม่ซ้ำกลาง
ยิ่งนิ่งยิ่งบริสุทธิ์
ใจยิ่งหยุด ยิ่งแผ่กว้าง
จุดเล็ก ณ ท่ามกลาง
ก็กระจ่างเป็นดวงธรรม
ในดวงมีองค์พระ
และในพระมีดวงธรรม
มีสุขอันลึกล้ำ
ซ้ำมีบุญกระจ่างใจ"


นอกจากได้พาตนมาบวชแล้ว
ยังได้พาน้อง ๆ มาบวชด้วย ในครั้งนี้ เราได้ดูแลพ่อ พี่ น้อง ชาวดอย
ที่มาบวชด้วยกันอีก ๒๕ คน ด้วยการสนับสนุนของผู้ใจบุญทั้งหลาย
ทั้งจากแม่ครูหลา น้องเปิ้ลและเพื่อนอู๊ด

ระหว่างการอบอรม แม้ความเป็นอยู่ในอาราม จะไม่สุขสบายเหมือนอยู่บ้าน
มีบททดสอบกำลังใจเข้ามาวัดใจเราเป็นระยะ
แต่ทุกคนก็ฝ่าด่านทั้งหลายทั้งปวง ประคองตนเข้าสู่สมณะเพศกันครบ
พอเห็นทุกคนได้ห่มผ้าเหลือง รู้สึกมีความสุขมาก ๆ
มันเหมือนเราได้รับชัยชนะในสงคราม นึกถึงบุญที่ทุกคนจะได้รับก็ยิ่งปีติ
เพราะบุญจากการบวชจะช่วยปิดประตูอบายแก่ผู้บวชและบิดา มารดาได้
ยิ่งคิดก็ยิ่งสุขใจ

หลายคนรำพึงให้ฟังว่า รู้แล้วว่า การเป็นพระลำบากอย่างไร
ก่อนเคยคิดว่า ชีวิตพระสุขสบาย แต่พอได้มาอยู่แล้ว ไม่ง่ายอย่างที่คิดเลย
เป็นพระเหนื่อยกว่าทำงานผ่าฟืนอยู่ที่บ้านทั้งวันเสียอีก

ผมเชื่อว่า ทางลัดสู่การเป็นพระแท้ ๆ
คือ การตรึกระลึกนึกถึงพระภายใน
มีพระพุทะเจ้าเป็นอารมณ์ หรือ มีพุทธานุสติ ให้ได้ตลอดเวลา
จนกระทั่ง กาย วาจา ใจ ของเรากลืนเข้าไปเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับองค์พระ
ราวกับว่า เรามีลมหายใจเดียวกับท่าน
แล้วเราจะสามารถดำรงอยู่ในเพศสมณะได้อย่างมีความสุข

ที่สำคัญที่สุด การอบรมระหว่างเป็นพระเปลี่ยนชีวิตผู้คนได้อย่างมากมาย
จากบางคนที่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นบุญอะไรเป็นบาปพอได้บวช
และฟังหลวงพ่อ พระอาจารย์อบรมพร่ำสอน
ทำให้รู้ถึงวิธีการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง
แค่นี้ก็ถือว่า คุ้มแล้วจริง ๆ
เพราะการดำเนินชีวิตไปพร้อมกับความไม่รู้ ฃ
ทำให้เราพลาดพลั้งทำบาปทำกรรมได้มากมายนัก

หลังสิ้นสุดการอบรม ถึงวันที่ต้องกล่าวคำลาสิกขา
เป็นวันที่น้ำตาลูกผู้ชายของเราต้องไหลอีกครั้ง
ไม่เคยรู้สึกอาลัยในผ้าเหลืองครั้งใด มากมายเท่ากับครั้งนี้
แต่เมื่อคำนวณถึงภาระหน้าที่ที่พึงต้องทำ
สิ่งต่าง ๆ ที่เริ่มต้นเอาไว้กำลังก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง
และสิ่งนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อผู้คนอีกมาก
จึงตัดสินใจลาเพศสมณะมาทำภารกิจให้สมบูรณ์
เมื่อถึงวันที่ กาย วาจา ใจ ทรงไว้ซึ่งคุณสมบัติอันบริบูรณ์เต็มเปี่ยม
วันนั้นข้าพเจ้าจะกลับมาทวงคืนความเป็นพระนี้ไปจนตลอดชีวิต

หลังลาลิกขา ได้เดินทางไปส่งและไปเยี่ยมบ้านผู้ที่เข้ามาบวชทุกคน
มันเป็นความรู้สึกที่อบอุ่นเหมือนเราได้เป็นครอบครัวเดียวกันแล้วจริง ๆ
ทุกคนต่างซาบซึ้งใจที่ได้เข้าไปบวช
และต่างมีหัวใจในการที่จะปกป้องพระพุทธศาสนา

วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

Happy BirthDay



มีคำพูดอยู่สองประโยคที่ผมจะจดจำจนวันตายและทั้งสองคำนี้เป็นถ้อยคำที่ทรงคุณค่าที่สุดในชีวิต


ประโยคหนึ่งเป็นภาษาอังกฤษและอีกประโยคหนึ่งเป็นภาษาไทย แต่ทั้งสองคำมีความหมายเดียวกัน


คำแรก “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราจะอยู่ข้างนายเสมอ”


คำที่สอง ““You Are Not Alone


เป็นคำพูดที่เพื่อนรักที่สุดคนหนึ่งได้มอบให้แก่ผมในเวลาที่ชีวิตต้องการ “เพื่อน” มากที่สุด
เขากล่าวคำนี้เมื่อปี ๒๕๔๐ ปัจจุบันปี ๒๕๕๒ แล้ว เขายังทำอย่างที่พูดไม่มีเปลี่ยนแปลง


การเดินทางไปสู่จุดมุ่งหมายของชีวิต การมีเพื่อนรักที่รักเราอย่างแท้จริง ถือเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่


สำหรับผมแล้วเพื่อนไม่ใช่ส่วนหนึ่งของชีวิต
แต่เพื่อนเป็นทั้งหมดของชีวิต



มหาเศรษฐีทั้งหลายอาจดีใจที่มีสมบัติหมื่นล้าน แสนล้าน มีภูเขาทองผุดขึ้นหน้าบ้าน หรือ มีโคตรเพชรขนาดเท่ากะละมังหล่นจากฟ้าทะลุหลังคา ต่อให้ทั้ง ๓ อย่างมารวมกัน มันก็ไม่มีค่าแม้สักปลายฝุ่นในซอกเล็บนิ้วก้อย เมื่อเทียบกับเพื่อนของผมคนนี้ เพื่อนที่ผมรักที่สุดในชีวิต เพื่อนที่ผมเปรียบเป็นของขวัญที่พิเศษที่สุดที่ใครจะพึงมี


วันนี้เป็นวันเกิดของเขา ผมอยากจะบอกกับเขาเช่นกันว่า...


“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เราจะอยู่ข้างนายเสมอ”

วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ช่วงที่ดีที่สุดกำลังหมุนวนกลับมา





พุธ ที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๒

การเดินทางที่แสนพิเศษ

นครชัยแอร์ เวลา ๑๙.๐๐ น. คือ ตั๋วเดินทางเที่ยวนี้
นับเป็นเวลาไม่น้อยทีเดียวที่ผมไม่ได้ใช้บริการรถบัสเชียงใหม่-กรุงเทพฯ
เนื่องด้วยมีเพื่อนใจดี (อู๊ด) ให้ยืม
CRV มาใช้ในเวลาติดต่อประสานงาน
ซึ่งทำให้การทำงานสะดวกขึ้น

โดยปกติแล้วแม้การเดินทางด้วยรถบัสอาจจะดูไม่ใช่เรื่องลำบาก
แต่กิจกรรมหลังการเดินทางด้วยรถบัสนั้นเป็นเรื่องที่เหนื่อยเอาการ
เพราะต้องนั่งรถมอเตอร์ไซค์ตะลอนไปในที่ต่าง ๆ ซึ่งจะลำบากมากในช่วงฤดูฝน
และผิวหน้าไหม้เกรียมในช่วงฤดูร้อน เย็นจนตะคริวกินในช่วงฤดูหนาว

กว่า ๗ ปี ที่ผมนั่งรถขึ้นลงบนเส้นทางเชียงใหม่-กรุงเทพฯ
เส้นทางที่เคยคิดว่า ไกลแสนไกลในอดีต
แต่พอมาปัจจุบันเมื่อหัวใจของเราเดินทางมาถึง
ระยะทางที่ว่าไกลกลับดูเหมือนใกล้เพียงคืบมนุษย์

นั่งรถทัวร์เที่ยวนี้เหมือนนั่งอยู่ท่ามกลางหมอ-พยาบาล
เพราะต่างก็ผูกผ้าปิดปากกันเกือบทุกคน
ยกเว้นผมที่ไม่ได้เตรียมการป้องกันมาเลย
ไข้หวัด
2009 เป็นไข้ระบาดที่ไม่น่าไว้วางใจ
แม้ก่อนหน้าสื่อบางแขนงอาจจะให้ข่าวว่า
ไข้หวัดชนิดนี้ก็ไม่ได้น่ากลัวอะไรมากนัก
แต่ผมเองก็ไม่เคยไว้เนื้อเชื่อใจสื่อยุคนี้หรือสื่อของรัฐบาลอภิสิทธิ์ชนนี้เลย

พฤหัสบดีที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๒

ถึงเชียงใหม่เกือบ ตี ๕
มดแดงแอ๊ดมารับไปพักที่หอซึ่งมีหลานชายของแอ๊ดพักอยู่ด้วย
ห้องนอนของแอ๊ดยังคงรุงรังสไตล์ชายโสด
ทีวียังคงถูกตั้งอยู่บนกล่องลังเอียง ๆ
แต่ที่เปลี่ยนไปคือ ไฟห้องน้ำสว่างแล้ว
ก่อนหน้านี้หลอดไฟมันเสีย
เวลาเข้าห้องน้ำต้องแง้ม ๆ ให้แสงจากภายนอกลอดไปได้บ้าง
แต่มันก็มีข้อเสียตรงที่ เวลาแง้มแสงเข้าไปได้ก็จริง
แต่เสียงและกลิ่นไม่พึงประสงค์ก็เล็ดลอดออกมาได้เช่นกัน
เนื่องจากผมเป็นคนท้องผูก เพราะกินนอนไม่ตรงเวลา
เวลาคนท้องผูกเข้าห้องน้ำมักจะโวยวายเสียงดัง
เพราะจะมีลมอยู่ในลำไส้ค่อนข้างมาก

คราวหนึ่งผมเคยเข้าห้องน้ำสาธารณะ
แล้วพยายามกลั้นอาการเพื่อไม่ให้มันโวยวายเสียงดังจนน่าเกลียด
แต่ลมก็ยังคงดื้อชำแรกโวยวายออกมาจนได้
และเสียงโวยวายของมันแหลมเล็กแปลกประหลาด
เหมือนเสียงสีจรเข้ จนผมไม่อาจกลั้นเสียงหัวเราะได้
ยังไม่ทันสิ้นเสียงหัวเราะของตนเอง
คนที่นั่งทำธุระอยู่ห้องข้าง ๆ ก็หัวเราะตามมา
เสียงหัวเราะส่งต่อเป็นทอด ๆ เหมือนคลื่นทะเลยามเช้า ลั่นไปทั้งห้อง
ผลสรุปเมื่อหมดอารมณ์ขำ
ผมต้องนั่งนิ่ง ๆ อยู่ในห้องน้ำนั้นนานแสนนาน
นานจนมั่นใจว่า ห้องข้าง ๆ เขาทำธุระเสร็จ ออกไปจากห้องน้ำหมดแล้ว
นานจนมั่นใจว่า..คนที่แอบดูหน้าผมเบื่อที่จะรอคอย

ที่นอนของแอ๊ดแม้ไม่หนานุ่ม แต่ก็ทำให้ชายผู้อ่อนเพลียจากการเดินทางหลับเป็นตาย
รู้สึกตัวอีกครั้ง ๙ นาฬิกาเศษ ตื่นมาก็ถามหาของกิน
“แอ๊ด..ร้านข้างเหนียวหมูปิ้งขายอยู่ไหม”
“ซื้อมาแล้วครับพี่” แอ๊ดตอบพร้อมนำข้าวเหนียวหมูปิ้งออกมาจากห่อ

หลังแปรงฟันเสร็จ
ทำการโยกย้ายข้าวเหนียวหมูปิ้งให้มากลิ้งอยู่ในท้อง แปรเปลี่ยนสสารให้เป็นพลังงาน
แอ๊ดบอกว่า “อาฟู่กำลังนั่งรถมาจากไชยปราการครับ สักพักน่าจะถึงแล้ว”
“อาฟู่ลงรถแถวไหน”
“ประตูช้างเผือกครับพี่”
“งั้น..เดี๋ยวเราไปเดินเล่นแถวนั้นรออาฟู่ดีกว่าไหม อยู่เฉย ๆ เดี๋ยวโรคภัยถามหา”

การเดินทางทุกครั้ง ไม่เคยไกลห่างจากกล้องคู่ชีพ และเป็นเหมือนคู่รักผ่อนส่งของผม
กินเวลาปีกว่า ๆ แล้ว ยังผ่อนไม่หมด เข้าข่ายดาวน์น้อย ผ่อนนาน แต่ก็ใช้งานจนคุ้ม
ระหว่างรออาฟู่น้องรักเดินทางมาถึง แอ๊ดพาไปอนุสาวรีย์ ๓ กษัตริย์
และเข้าชมหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ ค่าเข้าชม ๒๐ บาท
ถามแอ๊ดว่า “เป็นคนเชียงใหม่เคยเข้ามาดูบ้างไหม”
แอ๊ดตอบว่า “ไม่เคยครับ”

บรรยากาศหอศิลปวัฒนธรรม มีการนำเสนอวิถีของล้านนาตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน
การเป็นอยู่ของผู้คนและศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น
เมื่อได้ชมแล้วทำให้เราเห็นภาพรวมของล้านนา
และความน่าสนใจแห่งเมืองเชียงใหม่

หากมีคำถามว่า “คุณรักเมืองใดที่สุดในประเทศไทย”
ผมตอบโดยไม่ลังเลว่า “เชียงใหม่”
มีเหตุผลมากมายที่ทำให้ผมรักเมืองนี้
แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดก็คือ
“น้อง ๆ ของผมเขาอยู่ที่นี่”

หลังออกจากหอวัฒนธรรม แอ๊ดบอกว่า อาฟู่ใกล้จะถึงแล้ว
ผมให้แอ๊ดไปส่งที่วัดพระสิงห์ แล้วให้เอามอเตอร์ไซค์ไปรับอาฟู่


วัดทุกวัดของเชียงใหม่ เป็นวัดที่น่าเที่ยวชม
พระพุทธรูป พระเจดีย์ทุกองค์ล้วนศักดิ์สิทธิ์
ผมไม่เคยรู้สึกเบื่อที่จะไปเยือนพุทธสถานเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก

ระหว่างรอน้อง ผมได้เข้าไปกราบพระสิงห์ ถ่ายรูปพระนอนและพระเจดีย์
มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติผ่านไปมาให้เห็นเป็นระยะ
มีผู้แสวงบุญก้มกราบพระเจดีย์
กลิ่นควันธูปหอมอบอวล เห็นแล้วหัวใจเบิกบาน
ขณะนี้วัดในจังหวัดเชียงใหม่ กำลังได้รับการปรับปรุง
หลายวัดกำลังแปรสภาพจากวัดร้างให้เป็นวัดรุ่ง
นี่คือสัญญาณบ่งบอกว่า ไม่นานเมืองเชียงใหม่จะเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อย ๆ
เพราะบุญที่ชาวเชียงใหม่ ได้บูรณะวัดร้างเหล่านี้นั่นเอง

ขณะที่กำลังถ่ายภาพที่วิหารพระนอน อาฟู่และแอ๊ดก็เดินทางมาถึง
หลังติดเกณฑ์ทหารหลายเดือน ดูอาฟู่กร้านแดดมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ผอมลงสักเท่าไหร่
วันนี้ดีใจที่ได้เห็นหน้าอาฟู่ น้องรักที่ผูกพันกันมาเนิ่นนาน
และสบายใจมากขึ้นเมื่อน้องบอกว่า
“ตอนนี้เริ่มปรับตัวกับชีวิตทหารเกณฑ์มากขึ้นแล้วครับ”
เราได้นั่งสนทนาเรื่องชีวิตทหารเกณฑ์ของอาฟู่กันอย่างออกรส


ฟู่เล่าว่า “การเป็นทหารห้ามใช้สมอง ห้ามใช้ปาก เงียบและทำตามคำสั่งอย่างเดียว
เวลากินอาหารผมแทบไม่รู้รสเลยว่า มันอร่อยหรือไม่ เพราะรีบกินรีบอิ่ม
เขามีหลักการกินว่า ให้กินเหมือนจระเข้
แต่วันอาทิตย์ผมจะได้กินของดี เพราะมีแม่ไปเยี่ยม
เขาบอกว่า เป็นทหารได้เบี้ยเลี้ยง ๒,๕๐๐ แต่พอหักนั่นหักนี่ เหลือเดือนละแค่ ๕๐๐
การเป็นทหารแม้สติปัญญาจะไม่งอกงามนัก
แต่ในเรื่องของความอดทนทหารได้สอนคุณธรรมข้อนี้กับผมเต็ม ๆ
หลังจากที่เจอกับการฝึกแบบทหารมา
ทำให้ผมรู้สึกว่า อะไร ๆ ในโลกนี้ไม่เป็นปัญหาสำหรับผมอีกต่อไป”

ครั้นถามว่า การเป็นทหารกับการเป็นพระอันไหนยากกว่ากัน
ฟู่เล่าว่า “การเป็นทหารต้องอดทนกับความยากลำบากมากกว่าพระ
แต่การเป็นพระต้องอดทนกับอำนาจกิเลส
ซึ่งผมรู้สึกว่า การเป็นพระให้นาน ๆ เป็นได้ยากกว่า

ผมได้ประโยชน์หลายอย่างเหมือนกันจากการเป็นทหาร
โดยเฉพาะเรื่องความเคารพ ความมีวินัย
ผมอยากจะนำสิ่งเหล่านี้มีฝากขบวนการมดแดงของเราเหมือนกัน
เราจะได้เคารพกันมากขึ้น โดยเฉพาะค่ายของเราปีนี้
ผมจะลาค่ายทหารมาฝึกน้อง ๆ ค่ายมดแดงให้ได้ครับ” อาฟู่กล่าวเสริม

ดู ๆ แล้วรู้สึกว่า ค่ายในครั้งนี้เรามีบุคลากรที่ผ่านการฝึกอย่างดีแล้ว
และมีไฟเป็นอย่างยิ่งหลายคนทีเดียว
เพราะนอกจากอาฟู่ที่ได้รับการฝึกอย่างเข้มข้นจากกองทัพ
น้องต่าย ทิพย์ บี ก็ได้รับการฝึกอย่างดีจากค่ายการรับน้องใหม่ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้
ซึ่งเย็นวันนี้มีการประชุมงานน้อง ๆ ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่


บรรดาเด็กมหาลัยน้องใหม่จากแม่โจ้ ต่าย ทิพย์ บี ก็จะเดินทางมาร่วมประชุมด้วย
ครั้นใกล้เวลา ๕ โมงเย็น เราจึงนั่งรถมอเตอร์ไซค์ซ้อน ๓ ไปวิทยาลัย
แต่ก่อนการซ้อน ๓ ไม่เป็นปัญหานัก แต่ปัจจุบันมันเริ่มเกิดปัญหา
ผมตัวตันขึ้น น้ำหนักตัวมากขึ้น จึงทำให้เกิดอาการเกร็ง เมื่อยและชาไปทั้งน่อง

แอ๊ดเหมือนจะรู้ทันความรู้สึกตะโกนมาถามว่า
“เป็นไงพี่ รู้สึกว่า พี่จะไม่ได้ซ้อนท้ายรถอย่างนี้มานานแล้วนะครับ
พี่นึกเหมือนผมใช่ไหมครับ”



คำว่า พี่นึกเหมือนผมใช่ไหมครับนั้น ผมพอจะเข้าใจว่า
'เขากำลังนึกถึงอะไร'

พวกเรา หล่อเลี้ยงกำลังใจด้วยการพูดถึงความหลังกันบ่อยครั้ง

ความหลังที่ว่า คือ ในยุคแรก ๆ ยานพาหนะที่ดีที่สุดของเราคือ มอเตอร์ไซค์
ขับจากเชียงใหม่ถึงอมก๋อยเป็นว่าเล่น บางคราวคนขับถึงกับหลับใน
คนที่หลับในบ่อยที่สุด คือ แอ๊ด คราวหนึ่งแอ๊ดขับรถส่าย ๆ ในขณะที่ผมนั่งซ้อนท้าย
จึงสะกิดแอ๊ดและถามว่า แอ๊ดเล่นอะไร
แอ๊ดหันมาบอกว่า “ขอโทษครับพี่ ผมหลับและฝันไป”
ได้ยินดังนั้นผมถึงกับขนลุก นี่หลับถึงขนาดฝันเป็นตุเป็นตะไปได้
แล้วเมื่อครู่มันบังคับรถได้อย่างไร
บางคราวเมื่อถึงจังหวะที่ผมขับ ก็หวุดหวิดแหกโค้งพาน้องวัดความลึกของหุบเหว

บรรยากาศการประชุมน้อง ๆ วันนี้มีน้องเข้าร่วมประชุมกว่า ๖๐ คน
แม้หน้าเก่า ๆ จะหายไปบ้างแต่โดยรวมก็ถือว่า อบอุ่นดีไม่น้อย
ก่อนเข้าห้องประชุม อาฟู่จัดการใช้ความรู้ทางทหารจัดระเบียบแถว
จากนั้นพี่ ๆ ได้แนะนำตนเองให้น้องใหม่รับทราบ
ก่อนเดินแถวเข้าห้องประชุมโดยไม่ลืมกำชับเรื่องการถอดรองเท้าให้เรียบร้อย

เริ่มต้นการประชุมด้วยการสวดมนต์

ต่อด้วยการเล่าอานิสงส์ของการสวดมนต์ให้น้อง ๆ ฟัง
โดยยกตัวอย่างของไมเคิล แจ๊กสัน ว่าเหตุใดไมเคิลจึงมีเสียงไพเราะและเป็นนักร้องที่โด่งดัง
การสวดมนต์สรรเสริญคุณของพระรัตนตรัย ย่อมทำให้เราได้อานิสงส์ที่ยิ่งใหญ่
ทำให้มีน้ำเสียงที่ไพเราะ เป็นทางมาแห่งสวรรค์และพระนิพพาน


จากนั้นรุ่นพี่ ๆ ได้แก่ อาฟู่ ต่าย ทิพย์ บี ได้เล่าประสบการณ์ของชีวิต
ที่ตนเองได้ประสบมาให้กับน้อง ๆ ได้ฟัง
สรุปท้ายด้วยการชี้แจงรายละเอียดต่าง ๆ ของค่ายที่จะถึงจากมดแดงแอ๊ด
ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นประธานเครือข่ายมดแดงทั่วประเทศ

เลิกประชุมในเวลา ๒๐.๐๐ น. ซึ่งเป็นเวลาที่ทางหอพักกลางกำหนด
พี่ ๆ บางส่วนเดินไปส่งน้องที่หอพักและผู้ชายช่วยกันจัดโต๊ะเก้าอี้

ก่อนแยกย้ายกันกลับหอพัก มีน้องคนหนึ่งเดินมากระซิบว่า
“พี่ครับ คมน์ เฉ่ง เชียร ชัย เริ่มล้า ๆ กันแล้วครับ”
คมน์ เฉ่ง
เชียร ชัย คือ น้อง ๆ กลุ่มจังหวัดตาก
และเป็นหนึ่งในแกนนำพี่น้องร่วมปฏิญญา


วันนี้ผมสังเกตแล้วว่า ตั้งแต่มาไม่เห็นหน้าพวกเขาเลย ซึ่งผิดปกติเป็นอย่างยิ่ง
หลังสอบถามเพิ่มเติมทราบว่า พวกเขาไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมหลายสัปดาห์แล้ว
ได้ฟังดังนี้แล้วก็ตกใจ เพราะทุกคนที่กล่าวถึงล้วนเป็นความหวัง
และเป็นแกนนำรุ่นใหม่ที่เรารักและผูกพันมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง
ผมเคยเดินทางไปเยี่ยมบ้านเขาที่ อ.พบพระ จ.ตาก
ได้พักค้างคืน ทานข้าวและสนทนากับผู้ปกครอง
ทำให้ได้ทราบวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ พื้นฐานครอบครัวของน้อง ๆ มากขึ้น
พอทราบดังนั้นก็คิดว่า เรื่องอย่างนี้ปล่อยไว้นานไม่ดีแน่ พี่น้องมิควรห่างเหินกันนานเกินไป
โดยไม่ทราบสาเหตุว่า หายไปด้วยเหตุใด
จึงบอกให้น้องไปตามน้องกลุ่มดังกล่าวมานั่งคุยกัน


เมื่อทุกคนมาพร้อมหน้า เริ่มต้นทักทายน้อง ๆ ว่า
“สบายดีไหม มีปัญหาอะไรกันหรือเปล่า”
ดูเหมือนว่า ทุกคนอึดอัดจะตอบคำถาม

นั่งก้มหน้า ปล่อยให้ความเงียบเป็นตัวแทนการสนทนา
จึงต้องพูดต่อไปว่า
“ทราบว่า ทุกคนไม่ค่อยได้มาร่วมกิจกรรม เลยอยากทราบว่า มีอะไรเกิดขึ้นที่นี่หรือเปล่า
เราอยู่ไกลกัน จึงไม่ค่อยมีโอกาสได้พูดคุยกัน วันนี้เดินทางมาที่นี่ด้วยความคิดถึง
แต่ครั้นมาแล้วไม่เจอหน้าน้องเลย จึงรู้สึกผิดสังเกต
มีเรื่องราวใดเกิดขึ้นอยากให้เล่าสู่กันฟัง ประสาพี่ประสาน้องบ้างไหม”

น้อง ๆ แต่ละคนยังคงเงียบ ก่อนที่ใครคนหนึ่งจะพูดออกมาบ้างว่า
“ไม่มีอะไรครับพี่”
คำว่า “ไม่มีอะไร” ในอาการที่ดูเหมือนว่า “มีอะไร”
ทำให้ผมต้องคิดหนักมากกว่าเดิม
เพราะนี่เป็นสัญญาณอย่างหนึ่งว่า
ความรู้สึกของความรักและผูกพันของเราพี่น้อง เริ่มจะผิดปกติ
คิดถึงตรงนี้มันวาบ ๆ ในหัวใจอย่างไรพิกล

บ่อยครั้งที่บอกกับตัวเองว่า การทำงานเช่นนี้ย่อมมีพบมีพราก
แต่เมื่อเจอเข้าจริง ๆ ก็ทำใจยอมรับไม่ได้เลยสักครั้ง

เมื่อทุกคนยืนยันอย่างหนักแน่นว่า
“ไม่มีอะไร”
ผมเองก็ไม่อยากให้น้องลำบากใจที่จะเค้นคำตอบอื่นออกมา
จึงถามในสิ่งที่แอบพรั่นพรึงว่า
“งั้นตอบพี่สักหน่อยได้ไหม พวกเราพี่น้องยังรักกันอยู่หรือเปล่า”
ทุกคนตอบพร้อมกันว่า “รักครับ”
นั่นเป็นคำตอบที่ทำให้พวกเราพี่ ๆ สบายใจขึ้น

ผมนึกถึงนิทานเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่เพื่อนคนหนึ่งส่งมาให้อ่านทางเมลล์...


มีชายหญิงคู่หนึ่งรักกันมาก คบกันมา 3 ปี ทั้ง 2 ตกลงจะแต่งงานกัน เมื่อกำหนดวันเรียบร้อย ฝ่ายชายเองก็รอคอยวันที่จะแต่งงาน ต่อมาไม่นานฝ่ายชายรู้ข่าวว่า คู่รักของตนแต่งงานกับคนอื่นอย่างกะทันหัน โดยฝ่ายหญิงเองก็เต็มใจ ไม่ได้ถูกบังคับแต่อย่างใด เมื่อได้ทราบข่าว เขาทั้ง งง และ เสียใจ มาก ร้องไห้ไม่กินไม่นอน ไม่นานก็ป่วยหนักเพราะตรอมใจ เวลาผ่านไป ฝ่ายชายป่วยหนักขึ้นเรื่อยๆไปหาหมอเท่าไหร่ก็ไม่ดีขึ้น ขณะที่นอนซมอยู่ที่บ้านนั้น มีหลวงตาแก่ๆผ่านมา เมื่อมาถึงหลวงตาหยุดอยู่ที่หน้าบ้าน แล้วมองเข้าไปในบ้านจึงเคาะประตู เด็กรับใช้ออกมาเปิดประตูพบว่า เป็นพระ จึงบอกว่า ไม่ทำบุญนิมนต์ข้างหน้า หลวงตายิ้มอย่างมีเมตตาแล้วพูดว่า อาตมาไม่ได้มาบิณฑบาต ในบ้านมีคนป่วยใช่มั้ย อาตมาพอมีความรู้ทางด้านการแพทย์นิดหน่อย ไม่รู้จะพอช่วยได้รึปล่าว เด็กรับใช้ได้ฟังก็อึ้งแต่ก็บอกว่าตัดสินใจเองไม่ได้ ต้องขอไปถามเจ้านายก่อน เด็กรับใช้เดินเข้าไปในบ้านถามเจ้านาย เจ้านายตอบอย่างตัดรำคาญว่าอยากเข้ามา ก็เข้ามา! เมื่อหลวงตาเข้าไปพบที่ห้องนอนพบว่า ชายคนดังกล่าวนอนอย่างหมดอาลัยตายอยากอยู่บนเตียง สีหน้าซีดเซียว ร่างกายซูบผอมประหนึ่งครึ่งคนครึ่งศพ เด็กรับใช้นำน้ำมาถวายหลวงตา พร้อมจัดเก้าอี้ถวายข้างๆเตียงของชายคนนั้น หลวงตายิ้มแล้วพูดว่าอาการหนักเลยนะ ชายคนนั้น นิ่งเงียบไม่สนใจในสิ่งที่หลวงตาพูด หลวงตาตรวจอาการพอเป็นพิธี จึงกล่าวว่า โทรมมากเลยนะ ชายคนนั้นไม่สนใจ หลวงตาบอกว่าไม่เชื่อ ลองมองที่กระจกสิ ชายคนนั้นไม่สนใจ แต่ขณะที่หางตาชายไปที่กระจกแต่งตัวในห้องนอน เขามองเห็นภาพของคนที่รักอยู่ในนั้น ไม่นานภาพของคนรักก็ค่อยๆจางหายไป กลายเป็นภาพทิวทัศน์ชายทะเล ที่ชายทะเลแห่งนั้นเงียบสงบ ไม่มีคนผ่านไปมา ขณะที่ชายคนที่ป่วยนั้น มองภาพในกระจกด้วยความสนใจนั้น เขาพบว่า มีศพหญิงสาวนอนเปลือยกายอยู่ที่ชายหาด เวลาผ่านไปสักครู่ มีชายคนหนึ่งเดินผ่านมา เขามองเห็นศพหญิงคนนั้นด้วยความรังเกียจ แล้วเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว ต่อมาพักใหญ่มีชายอีกคนหนึ่งเดินผ่านมา เขามองเห็นศพนั้น เขาสงสารจึงถอดเสื้อนอกออกมาคลุมร่างของหญิงคนนั้น แล้วเดินจากไป พักใหญ่ๆอีกเช่นกัน มีชายอีกคนเดินผ่านมา เขาพบคนนอนมีผ้าคลุมอยู่ จึงเปิดออกดู เมื่อพบว่า เป็นศพ ด้วยใจสงสาร จึงจะฝังให้เรียบร้อย แต่ก็ไม่มีเครื่องมือจะขุด เขาจึงตัดสินใจใช้มือทั้ง 2 ข้างๆ ค่อยๆกอบทรายขึ้นมา เขาทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนเย็น พอได้หลุมใหญ่พอสมควร จึงได้ฝังศพผู้หญิงคนนั้นเรียบร้อยแล้วจากไป จากนั้นภาพในกระจกก็เปลี่ยนเป็นภาพของศพหญิงคนนั้น และก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นภาพของหญิงคนรัก เขาได้เห็นก็ตกใจ พอสักพัก ก็ปรากฏเป็นภาพชายคนที่ 2 แล้วก็ค่อยๆจางหายไป เหลือแต่เงาของตัวเองในกระจก ทันใดนั้นหลวงตาพูดว่า ทีนี้เข้าใจรึยัง ศพนั้นคือคู่รักของโยม ชายคนที่ช่วยฝังศพเธอ ผูกวาสนากับเธอหนึ่งชาติ ชาตินี้เธอเลยแต่งงานกับเขา ส่วนโยมช่วยคลุมศพเธอ จึงผูกวาสนา 3 ปี ตอนนี้ครบ 3 ปี วาสนาสิ้นแล้วก็ต้องจากกัน เมื่อชายคนนั้นฟังจบก็กระอักเลือดออกมา เด็กรับใช้ตกใจมาก หลวงตายิ้มแล้วบอกว่า โยมรอดแล้ว
เมื่อกี้โยมกระอักเลือดเอาเลือดเสียออกมาแล้ว ต่อมาไม่นานชายคนนั้นก็ได้ออกบวชในที่สุด


^_^ คนเราเจอกัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ความสัมพันธ์ พ่อ , แม่ , พี่ , น้อง , ญาติ , เพื่อน , ศัตรู , คนรัก ฯลฯ ไม่ใช่ของเลื่อนลอย


เมื่อมีวาสนา ไม่ต้องเรียกร้อง ถึงเวลาก็มาเจอกัน เมื่อสิ้นวาสนา ก็ต้องจากกัน รั้งยังไงก็ไม่อยู่ ในตอนที่ยังไม่จากกันนี้ คุณทำได้ทำดีต่อคนของคุณหรือยัง เพราะถึงเวลาที่ต้องจากกัน ไม่ว่าคุณจะมีเงินหรืออำนาจล้นฟ้า ก็เรียกมันกลับคืนมาไม่ได้ ทำดีต่อกันไว้ดีกว่า เพราะไม่มีใครรู้ว่า เราจะต้องจากกันเมื่อไหร่

ผมเชื่อว่า ในระหว่างทางที่เราก้าวเดิน เป็นไปได้ที่ความเหนื่อยล้า
อาจจะทำให้เราหลงลืมความรู้สึกบางสิ่งบางอย่างไป
แต่ครั้นเรามีเวลาได้พักเหนื่อย ความรู้สึกของเราตกผลึกอีกครั้ง
เราจะกลับมานึกถึงเรื่องราวที่เราน้องพี่ได้ร่วมผจญมาเหมือนเดิม

ได้บอกน้องก่อนแยกย้ายกันกลับว่า
“การมาประสบพบเจอกันของมนุษย์ ล้วนไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
การที่ใครจะรู้สึกรักและผูกพันตั้งใจที่จะเป็นพี่เป็นน้อง
คล้องแขนกันสร้างความดีมันมิใช่เรื่องง่ายดายนัก
ดังนั้นเมื่อเรามาเจอกันแล้ว
เราควรรักษาสัมพันธภาพความเป็นพี่เป็นน้องให้มั่นคง
มีไม่กี่คนในโลกที่จะประคองเราเมื่อเราหกล้ม
และมีไม่กี่คนในโลกที่ร่วมเดินไปกับเราในทุกหนทาง
และเราก็มั่นใจได้ว่า เรา พี่ ๆ น้อง ๆ ที่นั่งอยู่ด้วยกัน ณ ที่แห่งนี้
จะช่วยประคับประคองกันต่อไป
ไม่ว่า ใครจะคิดอย่างไร แต่พี่เชื่อว่า เราจะไม่ทิ้งกัน
พี่น้องที่เกิดจากสัจจะลูกผู้ชาย
ย่อมไม่สะบั้นลงง่าย ๆ ด้วยรายละเอียดปลีกย่อยรายทาง”

หลังแยกย้ายกันกลับบ้าน ผม แอ๊ด อาฟู่ ทิพย์ และบี
นั่งรถปิกอัพของต่ายโดยเอามอเตอร์ไซค์ขึ้นกะบะ
คืนนี้เราจะไปพักค้างกันที่ บ้านน้องต่าย
โดยไม่ลืมที่จะแวะซื้ออาหารไปทานมื้อค่ำด้วย

ทิพย์บอกให้ต่ายแวะซื้ออาหารที่กาดหลวง เพราะมีของขายครบทุกอย่าง
ต่าย บอกทิพย์ว่า “ซื้อแกงหอยขมให้ด้วย อยากกิน”
ทิพย์รีบปรามขึ้นว่า “ไม่กินได้หรือเปล่า เขาบอกว่า หอยขมกินด้วยกันแล้วจะทำให้พลัดพรากกัน”
ต่ายแย้งว่า “ไม่เป็นไรหรอก กินคนเดียวก็ได้”
ทิพย์หันมาบอกผมว่า “พี่ตั้ม ห้ามกินนะคะ”
ผมจึงบอกว่า “ทำไมจึงกินหอยขมด้วยกันไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่มันก็เป็นแค่อาหาร”
ทิพย์เล่าว่า “คนแถวบ้านหนูเขาถือกันค่ะพี่ว่า ห้ามกินหอยขมด้วยกัน
เพราะจะทำให้ไม่เจอกันอีก มันมีตำนานนะพี่ เท่าที่ทิพย์จำได้ มีคนเล่าว่า
ปกติแล้วหอยมันจะไม่เบียดเบียนหรือไม่ไปยุ่งกับใคร จะกินดินกินเลนตามประสา
แต่คนกลับไปเบียดเบียนมัน มันจึงสาปแช่งเอาไว้”
หลังฟังทิพย์อธิบายจบ ไม่ว่า ตำนานจะเป็นจริงหรือไม่
ผมเองก็ตั้งใจว่า ค่ำนี้จะไม่ทานแกงหอยขม
อย่างน้อยก็ทำให้ทิพย์และบีสบายใจ

กว่าจะถึงบ้านของต่ายที่ อำเภอดอยสะเก็ด ก็กินเวลาไป ๕ ทุ่มเศษ
คุณพ่อของต่ายมาเปิดประตูให้ ดู ๆ ลักษณะแล้วคุณพ่อใจดีมาก ๆ
ทักทายพวกเราด้วยรอยยิ้มและเชื้อเชิญเข้าบ้าน
ต่ายเล่าว่า คุณพ่อทำงานเป็นหัวหน้ากุ๊กของการบินไทย
ตอนนี้เกษียณออกมาช่วยแม่ทำร้านอาหาร

ผมบอกว่า “ต่ายหน้าตาเหมือนคุณพ่อเนาะ”
ต่ายบอกว่า “จริง ๆ แล้วผมเหมือนแม่มากกว่านะครับ แต่พี่สาวผมเหมือนพ่อ”
คืนนี้ คุณแม่นอนหลับไปแล้ว เราจึงไม่รู้ว่า ต่ายหน้าตาเหมือนแม่จริงไหม

เราขนอาหารออกมาจากรถ นั่งทานข้าวที่บริเวณโต๊ะหน้าบ้าน
อาหารมื้อนี้มีแกงหลายอย่าง รวมทั้งอ่องปูรสโอชา
ต่ายเอาแกงหน่อไม้ที่แม่ทำไว้ไปอุ่นมาให้ทาน
ฝีมือแกงหน่อไม้ของแม่ อร่อยกว่าแกงทุกชนิดที่ซื้อมาเสียอีก

เป็นธรรมชาติของทุกครั้งที่พบเจอกัน เราจะไม่ไปหลับไปนอนง่าย ๆ
ค่ำคืนนี้มีหลายเรื่องราวที่เราต้องถก ต้องหารือกัน
โดยเฉพาะงานค่ายและปัญหาต่าง ๆ ของชมรมพุทธที่สันป่าตอง
เราทยอยหยิบยกประเด็นต่าง ๆ มาพูดคุยกันทีละเรื่องตั้งแต่เรื่องบุคคล
เรื่อยมาจนถึงเรื่องของหลักการอยู่ร่วมกัน
ไม่มองข้ามแม้ปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ
การทำงานอย่างนี้ ถ้าไม่ไวต่อปัญหาและไม่รีบแก้ไข
โรคก็มีแต่จะลุกลาม โรคที่ร้ายแรงที่สุดของมิตรภาพ
“คือโรคความเข้าใจผิด”

คุยกันจนกระทั่งพลทหารดวงแก้ว นั่งหลับคาโต๊ะ
ผมจึงสั่งให้พลทหารวิดพื้นสิบครั้งแก้ง่วง
หลังสิ้นสุดคำสั่ง ดวงแก้ว ลุกขึ้นไปวิดพื้นทันที
ไม่เสียสถาบันทหารเลยจริง ๆ

สรุปก่อนแยกย้ายกันไปนอน พรุ่งนี้เรามีภารกิจสำคัญต้องทำ คือ ไปคุยกับน้องเอ็ม
ซึ่งเป็นประธานชมรมพุทธฯ คนปัจจุบัน แต่ภารกิจของน้องมากมายเหลือเกิน
ต้องรับผิดชอบงานครัวซึ่งเป็นงานหลักที่คุณครูมอบหมาย
ทำให้เอ็มไม่สามารถบริหารชมรมได้เต็มที่
และเราเป็นกังวลว่า เอ็มมีปัญหาอะไรหรือไม่
เหตุใดหมู่นี้เอ็มไม่เคยรับโทรศัพท์ อีกทั้งยังไม่ยอมโทรกลับ
เรื่องนี้เราต้องซักถามน้องให้เข้าใจ
หลังสรุปสิ่งที่ต้องทำ อาฟู่ แอ็ด ต่าย เข้านอน
บีและทิพย์นั่งทำการบ้านที่ต้องรีบส่งอาจารย์
มีโอกาสได้ช่วยน้องคิดไอเดียงานนำเสนอ
กว่าจะได้นอนปาเข้าไปเกือบตี ๓
การเป็นนักศึกษาคณะสถาปัตย์แม่โจ้
ทำให้ผมรู้สึกว่า “น้องของผมเท่ชะมัด”
เมื่อตอนบ่าย ผมได้ยินอาฟู่คุยกับทิพย์และบีว่า
“รู้หรือเปล่าว่า ในสายตาข้านะ เด็กสถาปัตโคตรเท่
สเป็คข้าเลย แต่ขอโทษ..พวกเอ๊งไม่เข้าข่ายเลยว๊ะ”

ศุกร์ที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๒

อากาศยามเช้าบ้านของต่ายสดชื่นมาก ๆ แม้จะนอนดึกตื่นเช้าก็ไม่ทำให้เรารู้สึกเพลีย
ทิพย์และบี ตื่นตั้งแต่ ๖ โมงเช้า เพราะวันนี้มีเรียน


เช้านี้พวกเราพากันไปส่งทิพย์และบีที่แม่โจ้
โดยต่ายอาสาขับรถปิกอัพ เราตกลงกันว่า ช่วงสาย ๆ วันนี้จะพักที่บ้านของต่ายก่อน
ตอนบ่าย จึงค่อยไปคุยกับน้องเอ็มที่สันป่าตอง
เพราะต้องรอน้องเลิกเรียน


ขากลับจากส่งทิพย์และบี เราแวะซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้งเป็นอาหารเช้า
แต่พอมาถึงบ้าน ทุกคนรีบประจำที่นอนของตัวเอง
โดยทิ้งหมูปิ้งให้แกร่วอยู่บนโต๊ะอาหาร
แม้ผมเองก็รู้สึกเหมือนกันว่า บรรยากาศตอนนี้น่างีบเอาแรงที่สุด



พวกเราพากันตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ตอน ๑๑ โมงเศษ ๆ
ต่ายชวนไปทานข้าวที่ร้าน

ร้านของต่าย อยู่ติดใกล้ ๆ กับบ้าน
มีคุณแม่และน้าของต่ายช่วยกันทำกับข้าว
แม่ทำอาหารอีสาน จำพวกส้มตำ ซุปหน่อไม้ ขนมจีนน้ำเงี้ยว
ส่วนคุณน้าทำก๋วยเตี๋ยว


เราลุกไปทานข้าวโดยไม่ลืมหยิบถุงข้าวเหนียวหมูปิ้งไปด้วย
เมนููแรกที่ทุกคนสั่ง คือ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ
เป็นก๋วยเตี๋ยวที่อร่อยที่สุดอีกแห่งหนึ่งเท่าที่เคยทานมา โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งเครื่องปรุงเลยแม้แต่น้อย
จากนั้นแม่ก็ทำส้มตำมาให้ทาน มันเป็นส้มตำที่อร่อยที่สุดในโลกของผมเช่นกัน


เราได้เห็นแม่ของต่ายแล้ว และเห็นด้วยกับต่ายที่ว่า ต่ายหน้าตาเหมือนแม่จริง ๆ
แม่เป็นคนพื้นเพอยู่ที่จังหวัดเลย ส่วนพ่อเป็นคนเชียงใหม่
หน้าตาคุณแม่ผ่องใส ดวงตาเป็นประกาย และมีเมตตามาก ๆ
พอทานเสร็จจังหวะจะควักสตางค์จ่าย ต่ายก็บอกว่า "แม่บอกว่า ไม่ให้พี่จ่ายตังค์ครับ"
ต่ายถามว่า "เมื่อคืนนอนหลับสบายไหม"
ทุกคนตอบว่า "สบายดี"
"ไม่มีอะไรเกิดขึ้นใช่ไหม"
พอต่ายถามดังนี้ก็รู้สึกว่า อาจจะต้องเล่าเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นกับผมเมื่อคืนให้ฟัง


เมื่อคืนนี้ก่อนเข้านอน ผมได้เอาดอกพุฒซ้อน ที่เพิ่งซื้อมาจากตลาดไปวางบูชาพระที่หัวนอน
บริเวณห้องที่เรานอนมีการวางพระพุทธรูป มีรูปพระและเครื่องไหว้ รวมถึงหมากพลู เต็มไปหมด
คนต่างจังหวัดในแถบภาคเหนือและอิสาน เห็นดังนี้จะรู้ทันทีว่า บ้านนี้อาจจะมีผีแม่ย่าดูแลรักษา
เป็นวัฒนธรรมความเชื่อประจำท้องถิ่น


ผมไม่ลืมที่จะสวดมนต์ นั่งสมาธิ แผ่เมตตาก่อนนอน
รวมทั้งยังนึกบอกกล่าวในใจด้วยว่า
"ข้าพเจ้าได้เดินทางมาเพื่อทำภารกิจของการสร้างบุญบารมี
ขอมาพักพาอาศัยที่นี่หนึ่งคืน ขอเจ้าบ้านเจ้าเรือนได้ให้ความเมตตา
และได้อนุโมทนาในบุญกุศลที่สั่งสมมาดีแล้ว"


หลังจากนั้นขณะกำลังจะเคลิ้ม ๆ ก็รู้สึกเหมือนใครมาจับมือ
แล้วก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา หันไปทางแอ๊ดที่นอนอยู่ข้าง ๆ ก็นอนห่างไปตั้งเยอะ
มือแอ๊ดไม่น่าจะมาโดนมือของเราได้
พอตั้งใจจะหลับไปอีกครั้งก็เกิดอาการเหมือนเดิมอีก
คราวนี้จับทั้งมือทั้งแขนเหมือนมาบีบนวด
ในขณะที่โดนจับตัวเราชา ๆ เหมือนมีพลังไฟฟ้าสถิตย์มาช๊อต
ทำให้ต้องใช้แรงอย่างมากกว่าขยับตัวได้
เพื่อให้แน่ใจว่า นี่คงไม่ใช่เรื่องปกติเป็นแน่
จึงหันไปยังตำแหน่งที่นอนของแอ๊ดอีกครั้ง
แอ๊ดนอนห่างในตำแหน่งเดิม แถมหลับเป็นตาย
จึงข่มตาหลับอีกครั้ง พร้อมกับทำสมาธิให้แน่วแน่
นึกถึงครูบาอาจารย์ และสัมผัสได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ไม่ใช่ความประสงค์ร้ายอันใด
แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากความเมตตาเอ็นดู
จึงได้นึกถึงบุญและแผ่ขยายความสว่างให้กว้างขวางออกไป
และหลับสนิทไปท่ามกลางความสว่างนั้น


หลังเล่า เรื่องที่โดนสัมผัสมือให้ต่ายฟัง
ต่ายบอกว่า ส่วนใหญ่ใครที่มานอนที่บ้านจะเจออะไรแปลก ๆ เกือบทุกคน
และสิ่งที่พี่เล่าก็ตรงกับที่แม่ผมบอกเมื่อเช้านี้เลยครับ


พวกเราจึงเริ่มหูผึ่งว่า แม่บอกอะไรกับต่ายและแม่เจออะไรบ้าง...