วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ตามรอยกฐิน ๙ วัด

พฤหัสบดีที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๑ เดินทางกฐิน ๙ วัด

“ชีพจรลงเท้าของคนที่เป็นโรคหัวใจโต”
เย็นนี้ต้องเสี่ยงดวงกับความรับผิดชอบในแบบชนิดที่เรียกว่า ท้าทายอำนาจเป็นอย่างมาก ด้วยเวลาที่มีจำกัดหลังจากดูพื้นที่บนดอยเมื่อปลายอาทิตย์ผ่านมา เข้าสู่อาทิตย์นี้ก็ต้องจัดงานทอดกฐินต่ออีกจึงทำให้งานประจำในส่วนของต้นฉบับคอลัมน์ลงหนังสือที่ต้องรับผิดชอบ ๒ คอลัมน์ ไม่สามารถเคลียได้สำเร็จตรงตามเวลาที่กำหนด แต่ในเบื้องต้นก็พอจะอุ่นใจอยู่บ้างว่า ได้สัมภาษณ์และหาข้อมูลเพียงพอที่จะปั่นเป็นชิ้นงานได้โดยไม่ยากนัก และเตรียมทำใจไว้เช่นเดียวกันว่า ฝ่ายจัดอาร์ทต้องบ่นตามระเบียบตามสิทธิที่เขามีสิทธิ์ที่จะพึงบ่นอีกทั้งคงจะสร้างความหนักใจให้กับฝ่ายตามต้นฉบับอยู่ไม่น้อย แต่ครั้นประเมินแล้วว่า แม้จะสุ่มเสี่ยงต่อความล่าช้า แต่งานไม่เสียเด็ดขาด จึงตัดสินใจยัดข้อมูลทั้งหมดลงในกระเป๋าแล้วหาเวลาจัดระเบียบเขียนงานเอาดาบหน้า

เหมาขับรถมารับที่บ้านในช่วงเย็นๆ และโน้ตก็มารออยู่แล้วที่หน้าปากซอย โดยมีย้งรอสบทบอยู่ที่ลพบุรี อาฟู่และอาฉ่างมาด้วยไม่ได้ อาฟู่ป่วย ส่วนอาฉ่างติดฝึกงาน การเดินทางเที่ยวนี้จึงมีเพียง ๔ พี่น้อง จะว่าไปก็เหมือนมันจะเหงาๆ อยู่ไม่น้อย อาศัยเพลงจากแผ่น MP3 เป็นเพื่อนแก้เหงาไปได้บ้าง ระหว่างการเดินทางแต่ละครั้ง เราต้องพยายามหาเรื่องต่างๆ มาคุยกัน เตรียมคำถามให้มากเพียงพอที่จะทำให้การเดินทางไม่กร่อย แต่เนื่องจากว่า เราเดินทางกันบ่อยและถี่จึงทำให้ไม่เหลือคำถามหรือความอยากรู้อยากเห็นในชีวิตของกันและกันหลงเหลืออยู่แล้ว แม้กระทั่งเรื่องผีๆ ที่เคยนำมาปลุกประสาทกันก็หมดสต๊อก


การเดินทางและการพูดคุย ทำให้เราได้ทราบถึงทัศนคติของแต่ละคน อีกทั้งเป็นราวกับช่วงเวลาที่เราได้ปลดปล่อยความรู้สึก ถ่ายเทเรื่องราวชีวิตให้กันและกันทราบ เดินทางเที่ยวนี้ โน้ตถูกแซวและถูกป้อนคำถามกับเรื่องของหัวใจค่อนข้างมาก จะว่าไปก็จำไม่ได้แล้วล่ะว่า เนื้อหาที่แซวจะไปเกี่ยวโยงเอาใครหรือเรื่องอะไรเข้ามาบ้าง แต่ที่จับประเด็นได้ก็คือ โน้ตมีความสุขกับการที่ได้มาใช้ชีวิตในรูปแบบนี้ รูปแบบที่เรียกว่า “ชีพจรลงเท้าของคนที่เป็นโรคหัวใจโต”

ศุกร์ที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๑

เบื้องต้นเราคาดคะเนว่า น่าจะถึงเชียงใหม่สัก ตี ๑ กว่าๆ แต่ปาเข้าไปตอนตี ๓ เพราะเดินทางกันอย่างสบายๆ ไม่เร่งรีบ แวะห้องน้ำห้องท่าเป็นระยะ เดิมทีเดียวตั้งใจว่า จะพาน้องๆ บางส่วนขึ้นรถเมล์ไปอมก๋อยตั้งแต่เช้าเพราะรถรอบเช้าสุดที่เดินทางรวดถึงอมก๋อยเลย มีในช่วงเวลาประมาณ ๘.๐๐ น. แต่ความอ่อนเพลียตลอดการเดินทางไกลก็ทำให้เราลุกจากที่นอนกันไม่ไหว ผมตื่นเข้าห้องน้ำตอน ๖ โมงเช้า รู้สึกวูบๆ วาบๆ คล้ายจะเป็นลม เหมือนร่างกายมันจะน๊อกอย่างไรพิกล หันไปมองน้องๆ ทุกคนยังหลับสนิทก็คิดว่า ปล่อยให้ทุกคนนอนหลับกันต่อดีกว่า ถ้าไม่ทันรถเช้าก็ไปให้ทันรถช่วงบ่ายเอาแล้วกัน รวมถึงสภาพร่างกายของผมขณะนี้ก็ลงจะฝืนมันไปต่อไหวเช่นกัน

นางกวักร้านก๋วยเตี๋ยวหลังสวน
๘ นาฬิกาเศษ แต่ละคนทยอยตื่น ใครตื่นก่อนก็มานั่งเช็คเมล์ มันคงเป็นความเคยชินของคนกรุงเทพฯ กระมัง ที่ชีวิตขาดอินเตอร์เน็ตไม่ได้ และที่เป็นเหมือนงานหลักของบางคนไปแล้วคือการอัพเดต HI5 เราก็ว่ากันไปตามยุคสมัย แต่ถึงกระนั้นผมเองก็คอยกำชับน้องอยู่เสมอว่า การสื่อสารถ้าใช้ให้ดีก็มีประโยชน์ นอกจากจะโพสต์รูปสวยๆ หรือรูปเก็กสวยเก็กหล่อแล้ว เราน่าจะโพสต์ในสิ่งที่เป็นการเป็นงานลงไปบ้าง เพื่อคนที่เข้ามาดูจะได้รู้ว่า เราไปทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ และเกิดประโยชน์อย่างไร การทำอะไรตามกระแสเกินไปไม่ดีแน่ และวัยรุ่นส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นเช่นนั้น ถ้าให้ดีผมคิดว่าเราควรเป็นผู้ทีมีบทบาทในการนำกระแสหรือกำหนดกระแสได้บ้าง และการสื่อสารก็เป็นช่องทางหนึ่งต่อการปลุกกระแสต่างๆ ให้เกิดขึ้น

น้องบางคนก็ทยอยอาบน้ำอาบท่าซักเสื้อผ้า จากนั้นไปทานข้าวเช้ากันที่ร้านก๋วยเตี๋ยวหน้าสวน ซึ่งเราเพิ่งค้นพบร้านนี้เมื่อทริปที่มาดูพื้นที่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากบรรยากาศ รสชาติของอาหารแล้ว เรายังประทับใจการต้อนรับของเจ้าของร้านด้วย นับแต่เดินเข้าร้านจนกระทั่งถึงเวลาจ่ายตังค์และเดินออกจากร้าน เราไม่มีโอกาสได้เห็นเจ้าของร้านหุบยิ้มเลย ผมคิดว่า นี่แหละคือนางกวักที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของร้าน มีอภินิหารเหนือกว่านางกวักที่เป็นเครื่องเคารพเสียอีก ทำให้ผู้มาเยือนมาแล้วก็อยากมาอีก และเราเองก็กลับมาที่อีกครั้งด้วยอานุภาพของนางกวักท่านนี้เช่นกัน




รถเมล์สีฟ้าและพัดลมหมุน


มดแดงเหมา มาส่งพวกเราขึ้นรถเมล์ไปอมก๋อยที่ประตูเชียงใหม่ ซึ่งรถเมล์ที่จะไปถึงอมก๋อยโดยตรงไม่มีแล้วเหลือแต่รถไปดอยเต่าซึ่งผ่านฮอดและเราต้องต่อรถเมล์จากฮอดไปอมก๋อยอีกทอดหนึ่ง พวกเราในที่นี่หมายถึงผม น้องย้ง และน้องโน้ต เป็นครั้งแรกที่โน้ตได้นั่งรถเมล์แบบหวานเย็นไปอมก๋อย ส่วนผมกับย้งเคยนั่งกันจนเบื่อมาแล้วตั้งแต่เมื่อ ๖ ปีก่อน เวลามันผ่านไปเร็วนะ แป๊บๆ ผ่านไปแล้ว ๖ ปี นี่ก็ย่างเข้าสู่ปีที่ ๗ ของขบวนการมดแดงซะแล้ว ดูเหมือนว่าจะเป็นก้าวย่างที่เติบโตช้าสักหน่อย แต่เราก็ยึดมั่นในใจเสมอว่า จะเป็นการเติบโตอย่างช้าๆ เยี่ยงต้นไม้ใหญ่ หยั่งรากหยัดร่างให้มั่นคงเพียงพอที่จะรองรับกิ่งใบสะพรั่งและมีแก่นที่แข็งแกร่งเพียงพอต่อพายุฝน




เมื่อปีแรกๆ สมาชิกที่ขึ้นรถส่วนใหญ่ยังมีผู้คนสวมเสื้อผ้าแบบชาวเขาหนาตา แต่มาถึงวันนี้คนเมืองกับคนดอยมีการแต่งกายที่ค่อนข้างจะแยกกันไม่ออก แต่สีฟ้าๆ ของรถและพัดลมเพดานที่หมุนอย่างอ้อยอิ่ง ยังคงเหมือนเดิม ผมหันไปถามย้งว่า “เอกลักษณ์ของรถเมล์ขึ้นอมก๋อยคืออะไร” ย้งตอบว่า “ก็สีของรถไงพี่” ผมไม่แน่ใจว่า นี่จะเป็นบทสรุปที่เป็นเอกลักษณ์ได้หรือไม่ เพราะรถเมล์แถวเชียงใหม่ที่ไปอำเภออื่นๆ อาจจะสีเหมือนกันก็ได้ แต่ผมก็จำได้เหมือนกันกับย้ง คือ ‘รถเมล์สีฟ้า’ ระหว่างทางฝนสาดเม็ดเป็นระยะ มองน้ำฝนวิ่งไล่กันข้างกระจกและมองพัดลมหมุนอย่างเพลินตา กระเป๋ารถเมล์ของรถคันนี้ยังอยู่ในวัยสาว ผมกับย้งลงความเห็นเหมือนกันว่า อัธยาศัยไมตรีและการบริการของพนักงานเก็บเงินคนนี้น่ารักเป็นอย่างมาก พูดจาไพเราะและเอื้ออาทร เราอยากให้พนักงานขับรถทุกคันของกรุงเทพมหานครเป็นเช่นนี้




ระหว่างนั่งรถก็โทรศัพท์ติดต่อกับแอ๊ดเป็นระยะว่า สามารถที่จะหารถปิกอัพไปรับน้องๆ จากสันป่าตองได้แล้วหรือยัง หลังจากเมื่อวานก็คุยกันในเบื้องต้นว่า อาจจะขอรบกวนรถของน้องเอ็ม โดยมอบหมายให้มดแดงแก้วเป็นธุระให้อีกทอดหนึ่ง แต่พอมาถึงวันนี้น้องเอ็มก็ไม่สะดวกที่จะพาทุกคนมาร่วมงานได้ จึงต้องแก้สถานการณ์อย่างเร่งด่วน และท้ายที่สุดแอ๊ดก็สามารถแก้ปัญหาได้โดยการติดต่อขอรถจากลูกศิษย์ตุ๊จีให้ลงมารับจากอมก๋อย ซึ่งแน่นอนอาจจะลำบากที่จะต้องตีรถเปล่าทั้งตอนขามารับและตอนขากลับ ในระยะทางที่ตีรถเปล่าขึ้นลงนั้นหมายถึงค่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้



แอ๊ดโทรศัพท์มาแจ้งว่า แอ๊ดจะมาพร้อมรถที่จะมารับน้องๆ โดยจะรอพวกพี่ๆ ที่ฮอดเพราะอาจจะต้องซื้อของบางอย่างขึ้นไป ส่วนพี่โน้ตที่นั่งรถเมล์มาถึงฮอดแล้วก็อาจจะต้องนั่งย้อนกลับไปรับน้องที่สันป่าตองต่อ พอหันไปบอกโน้ตว่า “โน้ตอาจจะต้องย้อนกลับไปรับน้องที่สันป่าตองนะ” โน้ตตอบสั้นๆ ง่ายๆ ว่า “ครับ” นับแต่เดินทางด้วยกันบ่อยขึ้น ทำงานด้วยกันมากขึ้นและรู้ใจกันมากขึ้น พวกเราก็รักโน้ตมากขึ้นด้วย สิ่งใดที่เป็นไปเพื่องานของน้องๆ โน้ตไม่เคยมีข้อแม้เงื่อนไขเลย ในข้อนี้แม้แอ๊ดหรือเหมาเองก็ยอมรับโน้ตอย่างหมดใจตั้งแต่ครั้งที่เราตะลุยดอยไปดูพื้นที่วัดและโรงเรียนต่างๆ ด้วยกันที่แม่ระมีด ผมรู้สึกดีใจลึกๆ ที่แอ๊ดและโน้ตดูเหมือนทั้งสองคนนี้เขาจะเข้าใจอะไรกันดีโดยอาศัยเซนท์ที่ไม่ต้องพูดอะไรกันมาก มันเป็นผลพวงจากการที่ได้ผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบากมาด้วยกัน


คุณนายย้ง



เราเดินทางมาถึงตลาดฮอดก่อนแอ๊ดเล็กน้อย จึงมีเวลาเดินลัดเลาะเลียบตลาดดูบรรยากาศการขายของ ซึ่งมีทั้งของป่าและของเมือง ย้งถามว่า “เราควรจะซื้อข้าวเหนียวไก่ย่างเผื่อขึ้นไปบนดอยด้วยดีไหม” ผมทักท้วงว่า “ยังไม่ต้องซื้อหรอกข้างบนน่าจะมี” ย้งบอกว่า “ไม่น่าจะมีนะพี่” แต่ครั้นถูกทักท้วงว่า ไม่น่าจะรีบซื้อ ย้งจึงไม่ซื้ออะไร เหตุผลที่ทักท้วงเพราะเกรงว่า กว่าจะต่อรถเมล์ไปอีกรอบอาจจะดูพะรุงพะรังเกินไปและอาหารที่ซื้ออาจจะถูกลมโกรกซะจนเซ็ง ผ่านหน้าร้านขายของชำแห่งหนึ่ง เจ้าของร้านถามย้งว่า “ซื้ออะไรสักหน่อยไหมครับคุณนาย” และคำถามนี้เองก็กลายเป็นมุขให้โน้ตเอามาแซวฮาตรึม ผมได้แต่นึกถามในใจว่า ‘รัศมีคุณนายของน้องเรานี่มันเปล่งประกายตั้งแต่เมื่อไหร่’ คนบางคนแก่ไว คนบางคนแก่ช้า บางคนแก่เพียงร่างกายแต่บุญบารมีไม่แก่ด้วย แต่บางคนแก่ไปพร้อมกับบุญบารมีในตัวที่แก่รอบขึ้น สำหรับพวกเราถ้าจะแก่ขอแก่แบบประการหลัง คือ แก่ไปพร้อมกับบุญบารมีในตัว

กล่าวกันว่า คนส่วนใหญ่มักเข้าใจวิถีการดำเนินชีวิตได้ไม่ถูกต้องสมบูรณ์ บางคนเข้าใจว่า การใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่ได้ทำร้ายหรือเบียดเบียนใครก็ถือว่า เป็นคนดีได้แล้ว แต่บางคนก็เข้าใจตรงกันข้ามว่า คนเราจะเป็นคนดีก็ต้องทำความดี ถ้าเป็นคนแต่อยู่เฉยๆ ไม่เบียดเบียนไม่ทำร้ายก็ได้ชื่อเพียงว่า เป็นได้แค่ “คน” สำหรับตัวผมเชื่อความเห็นของคนที่ ๒ เพราะเชื่อดุจเดียวกันว่า คนจะเป็นคนดี ต้องทำความดี เราสามารถใช้หลักคณิตศาสตร์มาคิดกันเล่นๆ กับความเชื่อนี้ได้ ๑+๑ เป็น ๒ , ชา+มะนาว เป็นชามะนาว, ชา เปล่าๆ เป็นได้แค่ชา, คน+ดี เป็นคนดี, คน+ไม่ดี เป็นคนไม่ดี, ดังนั้น คน ต้อง+ดี จึงจะเป็นคนดี เมื่อจะต้องบวกดี เราก็ต้องมาหาค่ากันว่า อะไรที่เรียกว่า ความดี และสำหรับคนที่มีความเชื่อในด้านพระพุทธศาสนา ความดีมาตรฐานที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านสั่งสอนคือ บารมี ๑๐ ประการ



เราไปนั่งรถต่อรถที่ริมถนนเส้นทางขึ้นอมก๋อย-แม่สะเรียง ไม่กี่นาทีต่อมาแอ๊ดมาถึงพร้อมรถที่จะไปรับน้อง พลัดให้โน้ตขึ้นไปนั่งข้างคนขับ แล้วโน้ตก็ลับตาไปพร้อมภารกิจคือการพาน้องเดินทางมารับบุญกฐินโดยปลอดภัย


การเดินจากไปของแอ๊ดและการกลับมาพร้อมไก่ ๒ ตัว

หลังแอ๊ดลงจากรถก็บอกว่า “ผมขอไปซื้อบัตรเติมเงินก่อนนะพี่” ปล่อยให้ผมและย้ง นั่งรออยู่ริมฟุตบาท ในมือของย้งมีหนังสือของประภาส ชลศรานนท์ ผมนึกดีใจที่น้องเลือกที่จะอ่านหนังสือของบุคคลท่านนี้ เพราะมั่นใจว่า อ่านแล้วจะต้องฉลาดขึ้นอย่างแน่นอน ส่วนมือของผมมีเพียงกระเป๋ากล้องจึงทำการถ่ายโน่นถ่ายนี่ไปตามประสาคนว่าง สักพักแอ๊ดก็เดินกลับมาพร้อมกับถุงใส่ไก่สดๆ ๒ ตัว แอ๊ดบอกว่า ซื้อไปเผื่อทำอาหารให้น้องๆ ได้ทานเย็นนี้ครับ ผมได้แต่ยิ้มๆ เพราะยังนึกไม่ออกว่า ลำพังแค่ไก่ ไม่มีผัก ไม่มีเครื่องปรุง เราจะสามารถนำไปประกอบอาหารอะไรได้บ้าง

นอกจากไก่ ๒ ตัว ที่แอ๊ดซื้อด้วยความห่วงใยเกรงว่า ค่ำนี้น้องจะอดแล้วก็ได้ถามต่อไปถึงจำนวนผ้าห่มสำหรับน้องๆ คืนนี้ว่าพร้อมไหม มีที่นอนเพียงพอหรือยัง แอ๊ดตอบว่า พร้อมแล้วครับ ตุ๊จีท่านเตรียมไว้ให้แล้ว

การทำงานอย่างนี้มีรายละเอียดมากมายที่จำเป็นต้องคิดและเตรียม ที่พักและอาหารของผู้เป็นเจ้าภาพ อาหารและที่พักของน้องๆ ที่เตรียมงาน ยานพาหนะและการเดินทาง รายละเอียดปลีกย่อยเหล่านี้ พ่วงมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายที่เป็นเงินตรา และภาวะฐานะของเราต่างก็ไม่พร้อมที่จะทำให้ทุกอย่างเลิศเลอเพอร์เฟค และมันก็เป็นเรื่องที่น่าชื่นใจที่ว่า เราต่างเข้าใจกันและกันในความไม่พร้อมในเรื่องนี้ดี

เราได้รับแจ้งว่า จำนวนน้องๆ มดแดงจากสันป่าตองที่มีความตั้งใจในการมาร่วมเตรียมงานครั้งนี้มีมากมาย แต่ลำพังรถปิกอัพคันเดียวคงไม่สามารถโดยสารทุกคนได้หมด น้องบางส่วนจึงขอสละที่นั่งเพื่อส่งตัวแทนมาช่วย เราในฐานะพี่ๆ ได้เพียงมองหน้ากันแล้วถอนหายใจยาวๆ เราไม่อยากให้ใครตกขบวนโดยสารเที่ยวนี้ แต่เราไม่มีรถแล้วจริงๆ ข้อนี้เป็นปัญหาที่เราประสบกันมาทุกงาน เมื่อไหร่หนอ เราจึงจะมีบุญพอที่จะดลบันดาลให้เรามียานพาหนะไว้สร้างความดีสักคัน งานครั้งนี้มีน้องมดแดงเอ็มม่า เป็นหน่วยช่วยประสานงานจัดสรรคนแม้ตนเองจะติดภารกิจมาด้วยไม่ได้ก็ตาม


หอมกลิ่นทิวสน
ราว ๔ โมงเศษ รถเมล์ขึ้นอมก๋อยมาจอดเทียบท่า รอบนี้สมาชิกของเรายังคงเป็น ๓ ต่างแต่คนที่ ๓ คือ แอ็ด ไม่ใช่โน้ต แอ๊ดฝากไก่ ๒ ตัว วางไว้บนตะแกรงวางของ จำนวนที่นั่งของโดยสารเที่ยวนี้เก้าอี้นั่งไม่เต็ม ย้งนั่งเก้าอี้ฝั่งซ้ายคนเดียวอย่างสบายๆ ผมและแอ๊ดนั่งที่เก้าอี้ฝั่งขวา ที่นอกหน้าต่างฝนขาดเม็ดไปนานแล้ว ลำธารข้างทางน้ำไม่สูงอย่างที่คิด แต่ความขุ่นของสีน้ำยังฟ้องร่องรอยการเดินทางของสายธาร แอ๊ดบอกว่า ปกติน้ำมันน่าจะสูงกว่านี้นะพี่ แต่ก็นับเป็นเรื่องดีอย่างนี้ก็แสดงว่า บนดอยฝนไม่น่าจะตกบ่อย

ยิ่งเดินทางลึกเข้าไปสู่ดงดอยเท่าไหร่ กลิ่นที่คุ้นเคยก็เข้มข้นขึ้นเท่านั้น กลิ่นที่ว่า คือกลิ่นทิวสน เป็นกลิ่นหอมสดชื่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของตน กลิ่นนี้น่าจะเกิดจากการที่สนคายน้ำมันออกมา

ต้นสนนั้นมีน้ำมัน โดยเฉพาะแก่นของไม้สน เป็นเชื้อฟืนอย่างดีเพราะมีน้ำมันสนที่ช่วยได้อย่างมากในการติดไฟ ทุกครัวของบ้านบนดอยจะมีแก่นไม้สนนี้ช่วยในการสุมไฟในครัว ซึ่งภาษาเหนือเรียกว่า ‘เกี๊ยะ’ เราชาวกรุงฯ ตื่นเต้นเป็นอย่างมากกับการจุดไฟในครัวบนดอยครั้งแรก เพราะไม่นึกว่า จะมีไม้วิเศษที่ช่วยให้เราก่อกองไฟได้ง่ายดายขนาดนี้ กล่าวกันว่า คนดอยนั้นไม่ค่อยจะรักต้นสนเท่าไหร่นัก เพราะพื้นที่ใดมีต้นสน พื้นที่นั้นไม่มีเห็ดดีๆ ขึ้น แน่นอน...มันทำให้ชาวบ้านขาดรายได้จากการเก็บเห็ดขายและขาดแหล่งอาหารชั้นดีไป ดังนั้นก่อนหน้านี้จึงมีการเผาไม้สนอยู่เป็นระยะ และไม้สนเผาทำลายไม่ยากเนื่องจากว่า ตัวของมันเองเป็นเชื้อเพลิงอย่างยอดเยี่ยมนั่นเอง แต่ในยุคหลังชาวบ้านต่างก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า เหตุที่ต้องปลูกต้นสนทดแทนป่าไม้ที่ถูกทำลายไปเพราะเป็นต้นไม้ที่โตง่ายและไม่ยากต่อการดูแล อมก๋อยได้ชื่อว่า เป็นแหล่งต้นน้ำ ซึ่งต้นน้ำก็ไม่อาจขาดต้นไม้ใบเขียวได้อย่างแน่นอน

ในยามที่เราต้องเดิน ครั้งที่ ๑ “คนสองคนกับไก่สองตัว”
นั่งรถมาถึงบ้านทุ่งจำเริง แอ๊ดขอตัวลงก่อนเพื่อไปเอารถมอเตอร์ไซค์ ส่วนผมกับย้ง นั่งต่อไปจนสุดสาย คือ หน้าอำเภออมก๋อย หลังจากลงรถและสอดส่ายสายตามองหาร้านที่พอจะซื้อกับข้าวกับปลาได้ ไม่มีเลยสักร้าน นาฬิกาบนข้อมือฟ้องเวลา ๑ ทุ่มกว่าแล้ว เริ่มนึกถึงคำถามของย้งเมื่อบ่ายที่ผ่านมาว่า พี่จะซื้อไก่ย่างกับข้าวเหนียวขึ้นไปกันดีไหม ถ้ารู้ว่าจะต้องมาอยู่ในอารมณ์และบรรยากาศอย่างนี้คงบอกน้องไปแล้วว่า ซื้อเลย ซื้อให้เยอะๆ เลย (เพราะตอนนี้ท้องเริ่มหิว)

จากหน้าอำเภออมก๋อยไปถึงอมก๋อยรีสอร์ท ระยะทางราว ๒ กิโลเศษ เราสองพี่น้องทำใจแล้วว่าจะต้องเดินและเราเดินท่ามกลางความมืด ในมือของผมมีไก่สดๆ ๒ ตัว ที่แอ๊ดไม่ยอมเอาลงไปด้วย กระหวัดคิดไปว่า คงไม่มีผีป่าผีดอยตัวใดเข้าใจผิดคิดว่า ผมเอามาเซ่นไหว้ เพราะคนที่นี่เขาเลี้ยงผีกันด้วยไก่สดๆ พยายามหาเรื่องชวนย้งคุยกันเพื่อกลบเกลื่อนความสงัด และคอยมองว่า จะมีรถคันใดผ่านมาและมีน้ำใจแวะรับเราบ้าง คุยเล่นๆ กับย้งว่า “ย้ง เรามาเช็คเรตติ้งกันดีกว่าว่าคนที่นี่จะมีใครจำเราได้บ้าง” นึกไปนึกมาก็รู้สึกว่า โง่สิ้นดี มืดๆ อย่างนี้จะมีใครมองเห็นว่าใครเป็นใคร มีรถ ๒-๓ คันผ่านมาแล้วผ่านไปไม่ได้จอดแวะรับเราดังหวังหรือยุคสมัยจะเปลี่ยนไปจริงๆ ? คำว่า ยุคสมัยเปลี่ยนไปนั้นหมายถึงว่า เมื่อหลายปีก่อนในยุคแรกๆ ที่เรามาสู่ดงดอยแห่งนี้ เราได้เห็นบรรยากาศของน้ำใจไมตรี หากใครขับรถสักคันผ่านไปพบผู้คนกำลังเดินเท้าก็จะจอดและถามว่า กำลังจะไปไหน จะติดรถกันไปหรือไม่ ไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืนก็ไม่มีกรณียกเว้น แม้วันนี้ผมเองก็ยังคงเชื่อมั่นว่า น้ำใจของพวกเขายังมีอยู่เต็มในใจ แต่สถิติการปล้นชิงในยามค่ำคืนอาจทำให้น้ำใจเหล่านั้นไม่อาจเอาชนะความหวาดระแวงได้

จนกระทั่งจะถึงรีสอร์ทอยู่มะรอมมะร่อ มีแสงไฟสว่างเพียงพอจึงมีรถคันหนึ่งจอดรับ เราจำต้องปฏิเสธเพราะเดินไปไม่กี่ก้าวก็เข้ารีสอร์ทแล้ว


อมก๋อยรีสอร์ท วิมานกลางไพรที่เราได้เคยแค่เพียงผ่าน



แม้จะเป็นเวลากลางคืน แต่เราก็สัมผัสได้ถึงความร่มรื่นของสถานที่แห่งนี้ แง่คิดที่ว่า อย่าตัดสินใครจากการมองรูปลักษณ์ภายนอก สามารถนำมาใช้ได้กับการติดสินอมก๋อยรีสอร์ทเช่นเดียวกัน พวกเราผ่านไปผ่านมาสถานที่แห่งนี้ก็หลายปี แต่มีเพียงครั้งนี้ที่เพิ่งจะติดสินใจเข้ามาใช้บริการ

เรื่องก็มาจากอู๊ดอยากให้คุณแม่ได้พักในสถานที่ๆ ไม่แร้นแค้นเกินไปนัก เพราะสภาพสังขารคุณแม่ไม่อยากให้สมบุกสมบันเกินไป จากนั้นเราจึงได้หาสถานที่จัดงาน วัดผาปูน เป็นวัดที่เหมาะที่สุดต่อการจัดงานทอดกฐินครั้งนี้ เพราะการเดินทางไม่ทุลักทุเลจนเกินไป และมีที่พักซึ่งไม่ไกลจากวัดนัก คือ อมก๋อยรีสอร์ท ทุกอย่างเหมาะเจาะลงตัว ส่งแอ๊ดมาจองห้องพัก โดยส่วนตัวก็เสิร์ทเช็คข้อมูลในอินเตอร์เน็ตมาล่วงหน้าบ้างแล้วว่า ที่นี่เป็นอย่างไรบ้าง หลังจากแอ๊ดได้จองบ้านพักให้ ๒ หลัง แอ๊ดบอกว่า ราคาหลังละ ๗๐๐ บาท ได้ฟังครั้งแรกตกใจว่า ไม่มีแพงกว่านี้อีกแล้วหรือ แอ๊ดบอกว่า แพงที่สุดมีเท่านี้ครับพี่ ที่ต้องถามว่า ไม่มีแพงกว่านี้แล้วหรือเพราะรู้สึกว่า ถ้าบ้านพักเป็นหลังราคา ๗๐๐ สภาพจะเป็นอย่างไรหนอ คุณแม่จะอยู่ได้ไหม


แต่ครั้นได้มาดูสถานที่จริง ๗๐๐ ของที่นี่เป็นที่พักชั้นดีแห่งหนึ่งที่เราเคยพบ บรรยากาศเป็นบ้านไม้ติดลำธาร แวดล้อมด้วยร่มไม้ใบเขียว เราต้องเดินข้ามสะพานไปยังอีกฝั่งจึงจะถึงตัวบ้านซึ่งอยู่เป็นเอกเทส ทั้งห้องน้ำ บรรยากาศริมระเบียงและที่นอนดูสะอาดสะอ้าน เป็นบรรยากาศเงียบสงัดที่ลงตัว ท่าทางย้งจะตื่นเต้นกับบรรยากาศแบบนี้ รำพึงให้ได้ยินว่า “ทำไมก่อนหน้านี้เราไม่เคยคิดจะเข้ามาเที่ยวมั่งเลยเนาะพี่เนาะ ย้งชอบที่นี่ว๊ะ” เราเดินสำรวจพื้นที่ ตรวจความเรียบร้อยสักพัก พร้อมโทรศัพท์เช็คทางเหมาว่า เดินทางมาถึงไหนแล้ว รวมถึงเช็คทางโน้ตเช่นเดียวกันว่า น้องใกล้ถึงแล้วหรือยัง

หลังจากประสานงานทางเจ้าหน้าที่ ซักถามรายละเอียดเรื่องของการสั่งอาหาร เรียบร้อย นั่งรับลมเย็นๆ ที่ริมระเบียง






อากาศเย็นสบายและยุงไม่ชุม สามารถนั่งทอดน่องฟังเสียงลำธารไหลได้เรื่อยๆ สักพักแอ๊ดก็เดินทางมาถึงพร้อมกับผักสุกินี่ จากนั้นเราก็นั่งวางแผนกันว่า วันพรุ่งนี้จะมีกิจกรรมอะไรบ้าง จะพาคุณแม่เปลี่ยนบรรยากาศตรงไหน ทนข้าวอย่างไร ได้ข้อสรุปว่า วันพรุ่งนี้ จะพาคุณแม่ไปไหว้พระที่วัดแสนทอง ซึ่งมีพระเจ้าแสนทองซึ่งเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ของอำเภอนี้ พาไปไร่กาแฟพีพีวี ซึ่งทราบว่า เจ้าของไร่เป็นเพื่อนในหมู่บ้านของคุณแม่ที่กรุงเทพฯ

จบจากเรื่องของพรุ่งนี้ เป็นเรื่องของวันนี้ เนื่องจากว่า เราเดินทางมาค่ำกว่าที่คิดไว้ ขณะนี้สามทุ่มกว่าแล้ว อาหารสำหรับน้องๆ ที่แจ้งว่า มากัน ๑๕ คน เรายังเตรียมไม่ทัน จึงร่วมกันคิดแก้ปัญหาโดยการให้แอ๊ดและย้ง ไปซื้อมาม่าที่ในเมืองซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้รวดเร็วที่สุด เพราะจังหวะอารมณ์ที่น้องหิวหากมัวอ้อยสร้อยหุงข้าวหุงปลา เกรงว่าน้องจะไส้กิ่วกันเสียก่อน อีกทั้งปัญหาใหญ่ไม่น้อยเลยก็คือ ทริปนี้เอ็มม่า ฝ่ายครัวมือหนึ่งของมดแดงไม่ได้มาด้วย ถ้าเอ็มม่ามาเราจะไม่ต้องกังวลเรื่องนี้เลย เพราะเอ็มม่า สามารถจัดการได้ทุกอย่าง

แอ๊ดและย้งกลับมาพร้อมมาม่า ๓๐ ซอง และรถของเหมา อู๊ด คุณแม่และน้าลัดดาก็มาถึงพอดี พาคุณแม่ไปส่งยังที่พัก และไม่นานรถของน้องๆ ก็มาถึง จึงให้น้องๆ เข้าห้องน้ำที่รีสอร์ทและเข้าไปสวัสดีทักทายแนะนำตัวให้คุณแม่ทราบ จากนั้นก็ขนอาหารที่เตรียมไว้ขึ้นรถ ให้น้องๆ ล่วงหน้าไปก่อน ส่วนผม แอ๊ดและย้ง นั่งคุยงานกับอู๊ด ถึงโปรแกรมของวันพรุ่งนี้ เมื่อเคลียชัดเจน จึงส่งงานให้เหมา ไหว้วานให้ช่วยพิมพ์งานให้ เพราะจากนี้ไปจนถึงวัดผาปูน ผมคะเนแล้วว่า กว่าจะถึงคงไม่มีทั้งเวลาและอารมณ์มานั่งพิมพ์งานแน่ๆ และน้องเหมาก็รับพิมพ์ให้ด้วยความเต็มใจ (น่ารักมาก)

จากนั้นเราก็แยกกันโดยคืนนี้ให้เหมา ย้ง พักที่รีสอร์ท เป็นเพื่อนอู๊ด ส่วนผมและแอ๊ด ขับมอเตอร์ไซค์ไปวัด ห่วงน้องตลอดเวลาว่า ป่านนี้จะได้ทานข้าวทานปลากันแล้วหรือยัง จะมีใครทำอะไรให้ทานได้ไหม ในห้วงเวลานี้คิดถึงเอ็มม่าที่สุด


เสียงปริศนาที่ฝ่าเข้ามาในความมืด
ประการแรก พึงรับรู้ไว้ก่อนว่า ระยะทางจากรีสอร์ทไปวัดผาปูน ไม่ใกล้กันเลย
ประการที่สอง หนทางก็ทุรกันดารอย่างยิ่ง อีกทั้งฝนก็ตกพรำๆ
ประการที่สาม สภาพรถของแอ๊ด คือ มอเตอร์ไซค์วัยชราขี้โรคที่เพิ่งออกจากร้านซ่อมเมื่อไม่นานนี้เอง
ประการที่สี่ ผมเคยได้ยินได้ฟังเจ้าถิ่นเล่าว่า เส้นทางก่อนถึงวัดผาปูนนั้น ผีดุ! ผีจะดุจริงหรือดุปลอม อันนั้นผมไม่แน่ใจนัก แต่ที่แน่ใจอย่างยิ่งก็คือ ผมเองเป็นคนกลัวผีใช่ย่อย แต่สถานะของความเป็นพี่ พึงยึดคติไว้เสมอว่า ทำใจดีสู้ผี เพราะพี่ไม่มีสิทธิ์กลัวผี ถ้าพี่กลัวผีแล้วน้องจะทำอย่างไร

เราสองคนพี่น้องขับมอเตอร์ไซค์ในความมืด ท่ามกลางฝนปรอยๆ โดยมีผมเป็นคนขับ แอ๊ดเป็นคนเดียวก็ว่าได้ที่กล้าซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ผมและแอ๊ดก็เคยพบกับเหตุการณ์หวาดเสียวจากฝีบิดของผมมาแล้ว หลายครั้งหลายคราวจนแอ๊ดเริ่มจะชิน คืนนี้ผมบิดเต็มที่ตามสไตล์ ทำทีจะเฉไปนอกทางบ้างยั่วเย้าหัวใจให้อึกทึกเล่นๆ แต่ครั้นขับไปสักระยะ หูของผมก็ได้ยินเสียงบิดมอเตอร์ไซค์อยู่ใกล้ๆ เป็นเสียงของมอเตอร์ไซค์ผู้ชาย เมื่อมองไปทางต้นเสียงไม่มีแม้แสงไฟของรถ ไม่มีแม้รูปร่างของสิ่งที่เรียกว่า มอเตอร์ไซค์ เมื่อมันไม่ใช่มอเตอร์ไซค์ผมเองก็ชักจะสงสัยว่า สิ่งนี้มันอาจจะเรียกว่า “ผี” ได้หรือเปล่า เมื่อหันไปถามแอ๊ดว่า “แอ๊ดได้ยินเสียงอะไรไหม” แอ๊ดตอบว่า “ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยครับพี่ พี่ได้ยินเสียงอะไรหรือครับ” เมื่อบอกว่า พี่ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์บิดอยู่ข้างๆ แต่ตอนนี้หายไปแล้ว แอ๊ดยังมีหน้ามารับมุขว่า “สงสัยเขาบิดแซงไปแล้วกระมังพี่” จากนั้นผมก็สวดมนต์พึมพำในใจแล้วบิดมอเตอร์ไซค์อย่างไม่ลืมหูลืมตา จนกระทั่งรู้สึกว่า ถึงวัดผาปูนเร็วกว่าปกติอย่างไรพิกล...


เรื่องผีๆ

“ตรงทางไปผาปูนนั่นนะพี่ เขาเล่ากันว่า ผีดุ โดยเฉพาะตรงช่วงศาลาทางแยกไปตุงติง มีคนเคยเห็นคนนั่งอยู่ในศาลาสักพักก็หายไป บางทีมีมอเตอร์ไซค์ขับๆ มาก็เครื่องดับเฉยเลย แก้ไขยังไงก็ไม่ติด ต่อมามีมอเตอร์คันหนึ่งขับผ่านมาช่วยซ่อมให้แล้วรถก็สตาร์ทติด แต่พอจะหันไปขอบคุณ แปลกมาก มอเตอร์ไซค์คันเมื่อกี้หายไปซะแล้ว ไม่รู้หายไปทางไหน หายไปเร็วมาก...”



ต้มมาม่าใส่ไก่ ๒ ตัว
ที่วัดผาปูน น้องๆ เพิ่งจะขนของลงจากรถ โน้ตยืนโทรศัพท์อยู่บริเวณหน้าวิหาร เป็นจุดเดียวที่มีสัญญาณ GSM น้องอุ้ม ข้าวฟ่าง และเพื่อนๆ ขนมาม่า เข้าครัว งานนี้แม้เอ็มม่าไม่มา แต่ก็ส่งลูกมือมาช่วยนั่นคือ น้องอุ้ม ฝ่ายครัวจัดแจงต้มน้ำร้อน บางส่วนช่วยกันแกะห่อมาม่า แยกเส้น แยกเครื่องปรุงใส่ชาม ไก่สองตัวที่แอ๊ดตั้งใจซื้อมา ดูเหมือนจะเริ่มมีกลิ่นแล้ว หากรอให้ถึงวันพรุ่งนี้ เราอาจจะได้กินไก่เน่า ดังนั้นจึงบอกให้น้องสับไก่ใส่ลงไปในมาม่าด้วยเลย

มาม่ามื้อนี้เป็นมาม่าที่อร่อยมากๆ เพราะใส่ไก่ไปตั้งสองตัว เราแซวกันเล่นๆ ว่า “ที่ไหนมีทางที่นั่นก็มีคน ที่ไหนมีคนที่นั่นมีมดแดง และที่ไหนมีมดแดงที่นั่นก็มี มาม่า” แน่นอนมุขนี้สร้างรอยยิ้มได้ไม่น้อย
ระหว่างทานมาม่า เราก็หาเรื่องสนทนากันสัพเพเหระ ตามประสาคนที่คิดถึงกัน เพราะเสร็จจากงานค่ายมา นี่ก็เป็นอีกครั้งที่เราเพิ่งได้คุยกัน หลังทานเสร็จก็ชี้แจงถึงกำหนดการคร่าวๆ ของวันพรุ่งนี้ และชี้แจงให้น้องทราบว่า ผมและแอ๊ดอาจจะไม่ได้อยู่เตรียมงานที่วัดด้วย เราคงต้องแบ่งหน้าที่กันเพราะผมกับแอ๊ดต้องลงไปเทคแคร์ประธานกฐินที่รีสอร์ท


ต้นไผ่มองเห็นดวงตาผี
ขณะที่หลายๆ คนกำลังแปรงฟันเพื่อที่จะเข้านอนในค่ำคืนนี้ โดยฝ่ายหญิงให้นอนที่วิหาร ส่วนผู้ชายให้แยกไปนอนที่ศาลา สักพักผมก็เห็นน้องกำลังมุงดูไปที่อะไรบางอย่าง จึงเข้าไปถามว่า ดูอะไรกันหรือ ใครบางคนบอกว่า ต้นไผ่เห็นดวงตาสีแดงๆ ตรงบริเวณนั้นครับ

บริเวณนั้นของน้องๆ หมายถึงบริเวณข้างโรงครัว ผมกวาดตาช่วยดูด้วยว่า มีดวงตาแดงๆ ที่ว่านั้นไหม ก็ไม่เห็นอะไรเลยจากนั้นเพื่อคลายความสงสัยและคลายความกลัวของน้องๆ จึงกระโดดลงไปดูใกล้ๆ ว่ามีอะไรไหม สรุปแล้วก็ไม่มีอะไรอยู่ดี จึงสั่งให้น้องๆ เข้าไปนอนกันได้แล้ว ส่วนผม แอ๊ดและโน้ตก็คุยกันว่า เราคงต้องอยู่เป็นยามสักพัก ไม่ว่า ไอ้ดวงตาสีแดงนั่นจะเป็นอะไร น้องต้นไผ่จะเห็นจริงหรือไม่จริงเราก็คงจะประมาทไม่ได้

เดินดูรอบๆ วิหาร บริเวณที่พักของน้องผู้หญิง ดูสิ่งแปลกปลอมในความมืด เมื่อเห็นว่า ไม่น่าจะมีอะไรจึงพากันเข้านอน
ผ้าห่มของคืนนี้อุ่นพอดีทีเดียว เป็นผ้าห่มนวมที่เพิ่งแกะออกจากถุง ตุ๊จีท่านเตรียมไว้ดีจริงๆ


เสาร์ที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๑

เมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับ ไอตลอดทั้งคืน เพราะอากาศค่อนข้างเย็น อาการหวัดเป็นมาร่วมสองสัปดาห์แล้ว นับแต่ขึ้นมาเชียงใหม่ในคราวก่อน คงเป็นเพราะร่างกายกระทบอากาศทั้งร้อนและเย็นบ่อย เดี๋ยวขึ้นเหนือ เดี๋ยวเข้ากรุงมันจึงปรับตัวไม่ทัน หลังพับผ้าห่มเข้าที่เข้าทาง เดินไปทางโรงครัว น้องๆ กำลังเตรียมหุงข้าว ส่วนแอ๊ดขับมอเตอร์ไซค์ไปซื้อกับข้าว เมื่อคืนอุ้มเขียนโปรแกรมอาหารไว้ ๒ อย่าง มื้อเช้ารู้สึกจะเป็นข้าวต้ม

น้องหลายคนนั่งอยู่รอบกองไฟข้างโรงครัว มีควันโขมง บรรยากาศยามเช้ามีหมอกย้อมแสงอาทิตย์เป็นละอองทองปกคลุมภูเขา ชาวบ้านเริ่มออกจากบ้านเดินไปทุ่งนา ช่วงนี้เป็นฤดูของการเกี่ยวข้าว ซึ่งต้องเร่งรีบสักหน่อยเพราะฝนตกทุกวัน ถ้าปล่อยไว้นานข้าวจะงอกเสียก่อน



สามเณรองค์เล็กๆ ของวัด เดินกลับมาจากการบิณฑบาต ท่านได้ข้าวมาเยอะเชียวแต่สังเกตว่าจะไม่มีกับข้าวนัก ท่านนำข้าวมาเทใส่รวมกันในกะละมัง ส่วนตุ๊จีก็เข้าครัว คิดว่า คงเตรียมทำอาหารเลี้ยงลูกเณรของท่าน พระบนดอยต้องทำอาหารเป็นและตุ๊จีท่านก็ทำอาหารเก่ง เพราะวิถีชีวิตอย่างนี้ ถ้าชาวบ้านใส่บาตรไม่พอฉันก็คงจะไม่สามารถปล่อยให้ลูกเณรของท่านอดได้ พระจึงจำต้องเข้าครัวด้วยตัวเอง ช่วงนี้มีสามเณรมาให้ท่านดูแลเป็นจำนวนมาก เพราะเพิ่งจัดอบรมสามเณรภาคฤดูฝนไปไม่นาน คณะพระธรรมจาริกท่านจัดบวชสามเณรทุกฤดู เวลาทำพิธีบวชก็จัดรวมกันหลังจากนั้นแต่ละวัดก็แบ่งสามเณรไปช่วยกันดูแล อบรมศีลธรรมต่างๆ ให้

ผัดสุกินี่ใส่ไข่

สายๆ แอ๊ดกลับมาพร้อมกับไข่หลายฟอง สรุปแล้วรายการอาหารที่น้องอุ้มต้องการไม่มีขาย จึงมีแต่ไข่เท่านั้น โปรแกรมอาหารเช้านี้จึงเป็นผัดสุกินี่ใส่ไข่ซึ่งแอ๊ดเอามาจากบ้านตั้งแต่เมื่อคืน สำหรับสุกินี่นั้น ด้นเดาว่า น่าจะเป็นผักสีเขียวสายพันธุ์ญี่ปุ่น มีลักษณะคล้ายบวบและแตงกวาผสมกัน แอ๊ดเล่าว่า มันโตเร็วมาก ต้องเก็บทั้งเช้า สาย บ่าย เย็น เก็บจนเหนื่อย


ตุ๊จีบอกว่า “ให้ผัดเยอะๆ ผัดเผื่อสามเณรด้วย” น้องๆ จัดการผัดลงในกระทะขนาดใหญ่ กลิ่นหอมฉุยไปทั้งวัด คนลงมือผัดมีสองสามคน แต่คนยืนเชียร์เป็นโขยง ยังเดาไม่ออกว่า ผัดสุกินี่มื้อนี้จะรสชาติหวานหรือเค็ม หลังจากผัดเสร็จ น้องแบ่งสุกินี่ไว้ถวายสามเณร ส่วนที่เหลือนำใส่จานเพื่อเตรียมให้หมู่คณะมดแดงได้ทานกัน

ตอนเช้าเราทานข้าวที่ศาลา ล้อมวงกันทานอย่างอบอุ่น แม้มีกับข้าวเพียงอย่างเดียวคือ ผัดสุกินี่ใส่ไข่ แต่การได้ทานข้าวพร้อมหน้าพี่ พร้อมหน้าน้อง รสแห่งความคุ้นเคยก็ทำให้อาหารมื้อนี่รสดีอย่างยิ่ง ทานเสร็จก่อนที่จะแบ่งงานก็สนทนากันเล็กน้อย ว่าปิดเทอมที่ผ่านมาแต่ละคนไปทำอะไรกันบ้าง บางคนช่วยทางบ้านเก็บข้าวโพด บางคนช่วยปลูกผักและบางคนก็ช่วยขายของ สำหรับทีมมดแดงที่มาช่วยงานในครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นทีมน้องๆ ที่เพิ่งจบจากงานเข้าค่ายครั้งล่าสุดที่ดอยอินทนนท์ มีทั้งน้องจาก อ.พบพระ จ.ตาก จาก จ.พะเยา อ.ฝาง อ.แม่แจ่ม และอีกหลายๆ อำเภอ ส่วนรุ่นพี่ที่เป็นแกนหลักส่วนใหญ่จะติดฝึกงานไม่สามารถมาช่วยงานในครั้งนี้ได้

งานที่แบ่งให้น้องในช่วงเช้า คือ การทำบันไดทางขึ้นของคณะเจ้าภาพ ซึ่งจะต้องมีขบวนแห่ผ้าไตรกฐิน รวมถึงการทำความสะอาดศาลาประกอบพิธีกรรม งานตกแต่งสถานที่ซึ่งมอบหมายให้ครูน้อยเป็นผู้ดูแล และพี่ใหญ่ที่เป็นหลักดูแลน้องๆ ก็มีเพียงมดแดงโน้ตคนเดียว ส่วนผมกับแอ๊ดต้องไปคุยรายละเอียดและเทคแคร์เจ้าภาพใหญ่ เพราะถ้าเจ้าภาพปลื้ม เราคงจะสามารถทำงานต่างๆ ได้สะดวกขึ้น

ไร่กาแฟ วีพีพี

หลังจากแบ่งงาน ผมกับแอ๊ดรีบบิดมอเตอร์ไซค์มายังอมก๋อยรีสอร์ท นัดทางอู๊ดไว้ว่า เจอกันก่อนเที่ยง ตั้งแต่เช้ามาฝนพรำๆ ไม่หยุด เราสองคนทั้งเปียกและหนาวสั่นไม่น้อย ก่อนเข้าอมก๋อยรีสอร์ท เห็นว่ายังพอมีเวลาจึงแวะสำรวจไร่กาแฟที่จะพาคุณแม่มาเที่ยว





บรรยากาศของไร่กาแฟดีกว่าที่เราคาดคิด เป็นรีสอร์ทหรูได้แห่งหนึ่งทีเดียว เข้าไปถามเจ้าหน้าที่ว่า เจ้าของไร่แห่งนี้ชื่ออะไร พอรู้ว่า ชื่อวีระเดช ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับที่คุณแม่บอกเมื่อคืนว่า ท่านมีเพื่อนบ้านซึ่งมาทำไร่กาแฟที่นี่ ชื่อคุณวีระเดช และพนักงานก็แจ้งว่า คุณวีระเดชยังอยู่ที่นี่ แต่กำลังจะเก็บของเข้ากรุงเทพฯ วันนี้แล้ว

พอทราบดังนั้นจึงรีบไปยังรีสอร์ท หวังว่าถ้าคุณแม่รีบมาคงจะได้พบและพูดคุยกับเพื่อนท่าน เมื่อถึงรีสอร์ทและกลับมาที่ไร่กาแฟอีกครั้ง ปรากฏว่า คุณวีระเดชได้เดินทางออกไปแล้วเมื่อสักครู่นี้เอง รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เพราะถ้าคุณแม่ได้คุยกับเจ้าของซึ่งรู้จักมักคุ้นกันก็น่าจะทำให้คุณแม่อยากมาที่อมก๋อยนี้บ่อยๆ


แม้จะไม่พบเจ้าของรีสอร์ท แต่พนักงานของที่นี่ก็ดูแลเราอย่างดี นำกาแฟมาให้ดื่มคนละแก้ว รสชาติดีทีเดียว เจ้าของไร่กาแฟเป็นเจ้าของร้านกาแฟ ดิ โอโร่ ทั่วประเทศ ไร่กาแฟแห่งนี้มีบ้านพักเป็นหลังๆ เจ้าหน้าที่บอกว่า สามารถทำเรื่องมาขอเข้าพักได้ แต่ไม่ให้เช่า ย้ง,เหมา เข้าไปสำรวจบรรยากาศในบ้านพัก ซึ่งก็น่าอยู่มิใช่น้อย เจ้าของไร่ ตั้งชื่อบ้านแต่ละหลังตามชื่อของชนิดกาแฟ บ้านหลังที่เราไปดูมีชื่อว่า ‘เอสเปรสโซ่’

แกงเห็ดโคน ร้านละเอียด
มื้อเที่ยง..ทานข้าวที่ร้านละเอียด ซึ่งเคยออกทีวีในรายการเกี่ยวกับเรื่องผีๆ ร่ำลือกันว่า ร้านนี้ผีดุ วันดีคืนดีจะมีคนเห็นตะหลิว กระทะ ทัพพี ลอยไปลอยมา หรือไม่ก็กำลังทำท่าโช่งเช่งๆ เหมือนคนกำลังผัดอะไรสักอย่าง เราคงตัดออกจากความทรงจำแต่เพียงเท่านี้

สิ่งที่เราควรจำของร้านนี้ก็คือ อาหารอร่อยใช้ได้ทีเดียว มีต้มยำเห็ดโคนที่หาทานได้ยากปรุงด้วยเครื่องเทศแบบชาวเหนือที่ฉุนขึ้นจมูก แม้จะสั่งไปว่า อย่าให้เผ็ด แต่แม่ครัวก็ทำมาเสียเผ็ดจี๊ด เราจึงต้องสั่งเห็ดโคนผัดน้ำมันหอย ผัดยอดฟักแม้ว มาอีกสองอย่าง ซึ่งรสชาติไม่เลวทีเดียว แต่จะดีมากๆ ถ้าร้านจะมีบริการที่รวดเร็วและใส่ใจลูกค้ามากกว่านี้

น้องๆ ซึ่งเตรียมงานอยู่ที่วัดจะทานอะไรกันหนอ อดกระหวัดเป็นห่วงไม่ได้ แอ๊ดบอกว่า “ไม่ต้องห่วงครับพี่ ตุ๊จีกับครูน้อยอยู่ด้วย ท่านบอกว่า ไม่ต้องห่วงทางนั้น ท่านดูแลได้”

สารภาพตามตรง..ผมไม่ชอบอารมณ์อย่างนี้เท่าใดนัก ขณะที่ตนเองตักอาหารดีๆ เข้าปาก โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า น้องกำลังทานอะไร เราคุ้นเคยกับบรรยากาศที่ว่า ‘พี่ทานอย่างไร น้องทานอย่างนั้น น้องทานอย่างไร พี่ทานอย่างนั้น’ และนี่คือความสบายตามหน้าที่ที่ต้องทำให้ดีที่สุด

ไหว้พระเจ้าแสนทอง
บ่ายนี้หลังทานข้าวเที่ยงพวกเราพาคณะเจ้าภาพไปไหว้พระกันที่วัดพระเจ้าแสนทอง ซึ่งถือเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของอำเภออมก๋อย

สำหรับพระเจ้าแสนทองนั้นเป็นพระพุทธรูปสมัยเชียงแสน ไม่ปรากฏหลักฐานว่า มีการสร้างมาตั้งแต่ยุคสมัยใด จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ระบุว่า เดิมพระเจ้าแสนทองเป็นพระพุทธรูปที่มาจากภาคกลางแถบเมืองละโว้ ลพบุรี ซึ่งพระนางจามเทวีผู้ครองนครลำพูนได้อัญเชิญขึ้นมาทางเหนือโดยทางเรือล่องมาตามแม่น้ำปิง พระนางได้อัญเชิญพระเจ้าแสนทองมาด้วย พอขึ้นมาถึงดอยเกิ้งซึ่งอยู่ในเขตอำเภอฮอด จึงได้นำไปประดิษฐานไว้ที่วัดดอยเกิ้ง ต่อมาเมื่อมีสงครามกับทางพม่า พระนางจึงได้สั่งให้เอาพระเจ้าแสนทองไปซ่อนไว้ในป่าใกล้ๆ กับวัดดอยเกิ้ง ซึ่งปัจจุบันสถานที่นำองค์พระไปซ่อนนั้นผู้คนเรียกว่า “ห้วยแสนทอง” ๗๐๐ ปี ผ่านมา คนอมก๋อยในยุคนั้นส่วนใหญ่เป็นชาวลั๊วะ (ละว้า) ได้สร้างถิ่นฐานและประดิษฐานพระเจ้าแสนทองไว้ที่วัดแสนทอง อ.อมก๋อย (อมก๋อย แปลว่า ต้นน้ำ ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษาลั๊วะ) ชาวลั๊วะนั้นเป็นผู้ที่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ซึ่งเห็นได้จากหลักฐานที่ว่า ที่ใดที่ชาวลั๊วะอยู่อาศัยที่นั่นต้องมีการสร้างวัดไว้ เช่น ดอยม่อนจอง ดอยมูเซอ จะมีซากปรัก ก้อนอิฐของวัดเก่าๆ อยู่หลายแห่ง จากนั้นต่อมาประมาณ ๔๕๐ ปี ชาวลั๊วะได้อพยพย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่นหมดจึงทิ้งเหลือแต่เพียงวัดร้าง จากนั้นผู้คนชาวไทยพื้นราบ (คนเมือง) จากบ้านมืดกา อ.ดอยเต่า ได้อพยพเข้ามาอยู่แทนในแถบที่ราบริมฝั่งน้ำแม่ตื่น


ในครั้งก่อนนั้น พระยาอินต๊ะมีตำแหน่งเป็นพ่อขุนเมืองอมก๋อย ปัจจุบันเรียกว่า พ่อกำนันอินต๊ะ ซึ่งเป็นผู้กล้างขวางและทรงอิทธิพล ผู้คนให้การยอมรับว่าเป็นคหบดีแห่งเมืองอมก๋อย ท่านมีช้างสำหรับใช้งานและเป็นยานพาหนะ ครั้งหนึ่งกำนันอินต๊ะ มีความปรารถนาที่จะย้ายพระเจ้าแสนทองไปที่อื่น เนื่องจากเกรงว่า ต่อไปวัดแสนทองจะเป็นวัดร้างไม่มีพระภิกษุดูแลรักษา ในระหว่างทางที่เคลื่อนย้ายนั้นจำเป็นต้องข้ามน้ำแม่ตื่น ควาญช้างจะบังคับช้างอย่างไรก็ไม่ได้ผล ช้างก็ได้แต่วนเวียนไปมาจนไม่สามารถจะนำไปไว้ที่บ้านหลวงได้ พระยาอินต๊ะจึงสั่งให้นำกลับไปประดิษฐานที่เดิม คือ วัดแสนทอง ผู้คนก็ต่างร่ำลือกันมา นี้คือความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าแสนทองซึ่งท่านอาจเล็งเห็นว่า อนาคตพื้นที่หมู่บ้านและวัดแสนทองแห่งนี้จักเป็นถิ่นที่มีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าจนเป็นวัดประจำอำเภอในปัจจุบัน

ในค่ำคืนหนึ่งของเมื่อ ๓๐ ปีก่อน ได้มีกลุ่มโจรร้ายได้ลักลอบเข้ามายังวัดแสนทอง หมายจะขโมยพระเกศโมฬีของพระเจ้าแสนทองซึ่งสามารถถอดออกได้ ครั้นโจรดังกล่าวได้ถอดเอาพระเกศโมฬีออกจากเศียรสำเร็จแล้วก็คิดจะหนีออกไป แต่น่าอัศจรรย์ยิ่งนักก็คือ ทำอย่างไรๆ ก็ไม่สามารถหาทางออกจากวิหารได้ หลงทางวนเวียนอยู่เช่นนั้นเกือบทั้งคืน จนต้องตัดสินใจนำพระเกศโมฬีไปประดิษฐานไว้ที่เดิมจึงออกจากวิหารได้ ด้วยความศักดิ์สิทธิ์และมีอิทธิฤทธิ์ดังกล่าวจึงทำให้ชาวอมก๋อยเคารพศรัทธาในพระเจ้าแสนทองตลอดมา ดังปรากฏในคำขวัญที่ว่า “ดินแดนในหุบเขา ใต้ร่มเงาพระเจ้าแสนทอง ดอยม่อนจองสูงสง่า สัตว์ป่าล้วนมากมี ประเพณีหลายเผ่าพันธุ์”

พระเจ้าแสนทองประดิษฐานในวิหารที่เงียบสงบ ไม่มีผู้คนพลุกพล่าน คิดว่า คงเป็นเพราะจากเหตุที่เคยถูกโจรหมายจะขโมย จึงทำให้ทางวัดได้ทำห้องประดิษฐานพิเศษขึ้น เป็นห้องคล้ายซี่ลูกกรงโดยมีกุญแจล๊อกอย่างแน่นหนา เห็นแล้วชวนหดหู่ใจในคุณธรรมที่แร้นแค้นลงตามยุคสมัย แม้แต่พระพุทธรูปซึ่งเป็นที่สักการบูชายังคิดที่จะขโมย และน่าเศร้าที่เราไม่สามารถสอนให้ผู้คนล๊อกกุญแจมารร้ายหรือกิเลสร้ายในใจของตนเองได้ แต่กลับไปล๊อกพระพุทธรูปที่เป็นเพียงพระอิฐพระปูน มองไปอีกแง่มุมก็ชวนให้เกิดคำถาม “แทนที่เราจะจับความชั่วร้ายใส่กรงขัง แต่ทำไมเราเลือกที่จะสร้างกรงให้แก่สัญลักษณ์แห่งความดีงาม?”



บริเวณพื้นที่ข้างวัด เป็นนาข้าวใบเขียวข้าวเหลืองบ้างคละกันไป มองเห็นเป็นทิวทัศน์ทุ่งข้าวที่สวยงาม พวกเราพากันบันทึกภาพที่นี่อยู่พักหนึ่ง แล้วเจ้าภาพก็กลับรีสอร์ทพักผ่อน

ปล่อยปลาที่น้ำตกวังควายเผือก
ตามกำหนดการเดิมบ่ายวันนี้หลังจากไหว้พระ เราได้นัดพระอาจารย์ณัฐชาติ เพื่อคุยงานปฏิสันถารยกใจคณะเจ้าภาพ แต่ติดขัดด้านการสื่อสารจึงไม่สามารถติดต่อพระอาจารย์ได้เลย จึงตัดสินใจไปรอท่านที่รีสอร์ท บางคนพิงหลังพักผ่อน บางคนก็พากันมาถ่ายรูปเก็บบรรยากาศของรีสอร์ท ผ่านไป ๒-๓ ชั่วโมง ก็ยังไร้วี่แววว่าท่านจะเดินทางมา เหลือบมองนาฬิกา ปาไปเกือบ ๕ โมงเย็นแล้ว เราจึงช่วยกันคิดว่า ถ้าอย่างนั้นหาอะไรให้คณะทำดี มีใครคนหนึ่งออกไอเดียว่า “ไปปล่อยปลาดีไหม” ทุกคนสรุปว่า “เป็นไอเดียที่ดี” จึงส่งตัวแทนไปซื้อปลาในอำเภอแล้วพาเจ้าภาพไปปล่อยปลาที่น้ำตกวังควายเผือก ซึ่งตลอดการเดินทางมีฝนตกพรำๆ ตลอดเวลา ครั้นถึงน้ำตกก็ต้องเดินกันบ้างเล็กน้อย ดูเหมือนว่า ระยะนี้ไม่ค่อยมีคนเดินทางมาที่นี่บ่อยนัก เพราะหญ้าขึ้นรกแทบปกคลุมสองข้างทาง เนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝนจึงทำให้น้ำในลำธารเป็นสีขุ่น และน้ำที่ตกลงแอ่งหินก็ดูไม่สวย

ก่อนปล่อยปลาเราตั้งใจอธิษฐานจิตพร้อมกัน “ปลาทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าข้าพเจ้าไม่ช่วยชีวิตไว้ก็จะถึงซึ่งความตาย ในวันนี้หรือพรุ่งนี้ ด้วยบุญกุศลที่ข้าพเจ้าช่วยให้ สัตว์พ้นจากความตาย สัตว์พ้นจากที่คุมขัง จงดลบันดาลให้ข้าพเจ้า......” หลังอธิษฐานจบ เราก็ร่วมกันมอบอิสรภาพแก่หมู่ปลาทั้งปวง

ซื้อเครื่องไทยธรรม
วันนี้คุณแม่ให้ใบโพธิ์ซึ่งนำมาจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ที่อินเดียมาร้อยกว่าใบ ตั้งใจนำมาถวายเป็นบริวารกฐินแก่พระทุกรูป เราจึงรับอาสาที่จะนำมาจัดใส่ชุดไทยธรรม

ต้องยอมรับว่า งานนี้เป็นการจัดกฐินงานแรกของเรา ส่วนใหญ่เราทำหน้าที่แค่ไปร่วมงาน ดังนั้นจึงไม่มีความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่ต้องเตรียมมากมายนัก สำหรับไตรจีวร เราเตรียมซื้อมาให้แล้วจากกรุงเทพฯ จำนวน ๙ ผืน ผืนละ ๗๒๐ บาท โชคดีที่มีเงินจากที่พ่อขายโค ๒ ตัว ก่อนหน้านี้ ได้มา ๘,๐๐๐ บาท จึงทำให้เรามีเงินที่จะใช้จ่ายในการเตรียมงาน ทั้งค่าน้ำมันรถ อาหารสำหรับน้องๆ และสิ่งของต่างๆ พอนึกขึ้นได้ว่า นอกจากจะมีผ้าไตรแล้วโดยทั่วไปจำเป็นต้องมีการถวายไทยธรรมตามไปด้วย พอคิดดังนั้น เราสามพี่น้อง ตั้ม ย้ง แอ๊ด จึงรีบไปที่ร้านค้าส่งประจำอำเภอชื่อ ซ้ง พานิช คิดกันว่า ถ้ามีชุดไทยธรรมก็ดีไปแต่ถ้าไม่มีเราคงต้องชื้อของแล้วมาจัดเป็นชุดไทยธรรม

โชคดีเป็นของเรา ทางร้านมีถังชุดไทยธรรมจัดให้แล้วเป็นชุดๆ ชุดละ ๑๐๐ บาท พอรู้ว่าเราจะใช้ ๙ ชุด พนักงานของร้านก็พากันนำของมาจัดเพิ่มให้ จึงอุ่นใจว่า ตอนนี้มีไทยธรรมครบแล้ว อีกทั้งที่กังวลใจว่า เงินที่เหลือในกระเป๋า ๒ พันกว่าบาทจะเพียงพอหรือไม่ ก็เป็นอันว่าพอ และมีเงินเหลือพอที่จะซื้อขนมปังและนมข้นขึ้นไปฝากน้องๆ ซึ่งกำลังเตรียมงานอยู่ที่วัดด้วย

คน ๓ คน กับมอเตอร์ไซค์ ๑ คัน บนเส้นทางหลายกิโลฯ
ค่ำนี้ ผมกับแอ๊ดและย้ง ต้องไปดูแลน้องที่วัดผาปูน เพราะวันพรุ่งนี้ก็เป็นวันประกอบพิธีทอดกฐินแล้ว เรามีเพียงรถมอเตอรไซค์เพียงคันเดียวเท่านั้น เลี่ยงไม่ได้ที่การเดินทางครั้งนี้มอเตอร์ไซค์ต้องรับน้ำหนักคน ๓ คน เหตุที่ย้งต้องไปด้วยเพราะอยากให้มีพี่ผู้หญิงได้นอนเป็นเพื่อนดูแลน้องๆ ฝั่งผู้หญิงบ้าง ซึ่งเขาน่าจะดูแลกันได้อย่างเข้าใจและสะดวกมากกว่า

พอออกจากห้องพักเตรียมจะขับมอเตอร์ไซค์ ปรากฏว่า เจ้ารถมันถอดใจยกแรกเสียแล้ว ยางรถแบนแต๊ดแต๋ แอ๊ดบอกว่า เราต้องไปเอาป้ายผ้าที่หมู่บ้านในอำเภอด้วย จึงต้องเปลี่ยนแผนให้ย้งขับ CRV ไปเอาผ้า ส่วนน้องเกดซึ่งตัวเล็กที่สุดให้ขับมอเตอร์ไซค์ไปเติมน้ำมันและเติมลม

พอทุกอย่างเรียบร้อย ยางรถมีลมแข็งปั๋ง น้ำมันก็เต็มเก มั่นใจว่า มันน่าจะพาเราไปสู่จุดหมายได้ จึงจอด CRV ไว้รีสอร์ท เพราะถ้าให้ขับ CRV ขึ้นดอย รับรองว่า รถต้องพังอย่างแน่นอน ส่วนเกดเรามอบหมายให้ดูแลคณะเจ้าภาพซึ่งน้องได้ทำหน้าที่นี้อย่างดีเยี่ยมมาตั้งแต่เมื่อวาน

ก่อนออกเดินทางย้งบอกว่า ยังไงคราวนี้ย้งก็ขอนั่งกลาง เหตุว่า น่าจะมาจากการกลัวผี ผมเองก็ชอบเล่าอะไรที่กระตุ้นประสาทน้องอยู่เสมอๆ ซึ่งว่ากันตามตรงแล้วขณะนี้สิ่งที่ผมกลัวไม่ใช่ผี แต่ก็สังหรณ์ใจลึกๆ ว่า รถคันนี้อาจจะพาเราไปไม่ถึงจุดหมาย และเราอาจจะต้องเดิน แม้จะต้องเดินมันก็ไม่นานข้ามคืน จึงตัดสินใจเสี่ยง เพราะถ้าได้เดินมันก็สนุกดีถือเป็นประสบการณ์ใหม่ๆ ในชีวิต

เมื่อลางสังหรณ์เป็นจริง
ด้วยสภาพถนนหนทางที่สุโคร่ย และน้ำหนักคนที่เกินร้อย จึงทำให้การเดินทางของเราสนุกสนานมีเรื่องเบิกบานให้ลุ้นเป็นระยะ ผู้กล้าหาญที่กล้าให้ผมขับรถสมควรได้รับเหรียญ เพราะไม่มีใครพูดให้ใจฝ่อเลย แอ๊ดพูดตลอดทางที่กระแทกกระทั้นว่า “ขั้นเทพๆ” ย้งเชียร์ว่า “พี่ตั้มสู้ๆ” แน่นอนแค่นี้ ‘ขี้ปะติ๋ว’
สำหรับพี่ไหวอยู่แล้วน้องไม่ต้องห่วง แต่เจ้ารถคันนี้สิ พี่ไม่มั่นใจว่า มันจะไหวหรือเปล่า พูดขาดจากคำไม่นาน เจ้ามอเตอร์ไซค์คู่ชีพก็ทำท่าเป๋ ส่ายไปส่ายมา ดูเหมือนมันจะให้คำตอบกับเราแล้วล่ะว่า “กูไปไม่รอด” ทั้งๆ ที่เราขับกันมายังไม่ถึงครึ่งทาง

สภาพการณ์เช่นนี้ ไม่ต้องพูดอะไรกันต่างก็รู้ว่า ต้องเดินลูกเดียว เนื่องจากมีกระเป๋าใบใหญ่พอควรของย้ง จึงให้ย้งค่อยๆ ประคองขับรถบดล้อมาเรื่อยๆ อาศัยแสงไฟจากรถส่องทาง โดยมีผมและแอ๊ดเป็นเหมือนองครักษ์ซ้าย ขวา แต่ขับไปได้ระยะหนึ่งมองไปทางเจ้าย้ง ถูกปกคลุมด้วยควันขโมง ดูไม่ต่างจากวิญญาณที่เพิ่งหลุดออกจากตะเกียงวิเศษ จุดกำเนิดของควันมาจากเครื่องมอเตอร์ไซค์นั่นเอง จึงต่างลงความเห็นกันว่า ไม่ไหวแล้ว ถ้าฝืนขับต่อไปเครื่องพังอีกรอบแน่ๆ ตัดสินใจจอดรถแอบไว้ในป่าข้างทางแล้วทุกคนก็เดินเหมือนๆ กัน

ผมดีใจที่เราเห็นความยากลำบากเหล่านี้เป็นเรื่องสนุกสนาน แม้จะต้องเดินในความมืด เราก็หาเรื่องมาคุยและหัวเราะฝากป่าเขาในเงามืดนี้ได้ ตอนนี้ไม่มีแสงไฟจากรถแล้วเหลือเพียงแสงจากโทรศัพท์มือถือช่วยส่องทางเท่านั้น ระยะนี้ดูเหมือนโทรศัพท์จะยังมีสัญญาณ แอ๊ดโทรบอกตุ๊จีว่า ไม่ต้องเป็นห่วงอาจจะถึงวัดช้าสักหน่อยเพราะรถเสีย

ผมไม่รู้ว่า ท่ามกลางความมืดแต่ละคนคิดอะไรกันบ้าง แต่สิ่งที่ผมจะหวาดกลัวไม่ได้เลยคือ ‘ผี’ ในสถานการณ์อย่างนี้ พี่ไม่มีสิทธิ์กลัวผี และผมก็มั่นใจว่า ถ้าจะมีผีหรืออะไรมาเบียดเบียนน้องๆ ของผม ผมก็พร้อมที่จะเล่นงานมัน! บ่อยครั้งที่เราต้องพยายามระวังหลัง แม้เบื้องหลังจะมีแต่ความมืดก็ตาม คืนนี้เป็นค่ำที่โชคร้ายเพราะบนท้องฟ้าไม่เห็นจันทร์เลยสักเสี้ยว

เดินพลาง คุยพลางได้ไกลโข คะเนว่า อีกไม่กี่กิโลเมตรคงจะถึงวัด สักครู่เราก็ได้ยินเสียงรถมอเตอร์ไซค์และเห็นแสงไฟส่องมาจากทางเบื้องหน้า คนขับมอเตอร์ไซค์คันนั้นคือ โน้ต

โน้ตขับเจ้าสองล้อลุยเดี่ยวมารับเราโดยไม่เกรงกลัวภัยข้างทางแม้แต่น้อย โน้ตบอกว่า “ผมไม่ได้นึกถึงว่าจะมีอะไรข้างทาง ผมนึกแต่ว่าจะต้องมาให้ถึงจุดพี่ๆ น้องๆ กำลังเดิน และกังวลอย่างเดียวว่า กลัวจะหลงทางเพราะรู้สึกว่า ทำไมมันไกลจัง”

โน้ตมอบมอเตอร์ไซค์คันนั้นให้ย้งขับ เพราะถ้าซ้อน ๔ คงเป็นไปได้ยาก ย้งขับช้าๆ เพื่อให้แสงไฟจากรถส่องทางให้ทุกคนเดินได้สะดวก เราเดินด้วยกันอย่างสนุกสนาน บางคราวก็วิ่งไปอยู่หน้ารถให้ไฟส่องตัวแล้วเล่นกับเงาตัวเอง ทำท่าเป็นสัตว์ประหลาด ผ่อนคลายอารมณ์ ทำไปทำมาสักพักก็ฉุกคิดได้ว่า ถ้าหากเกิดเงาอื่นๆ นึกสนุกอยากจะมาร่วมแก๊งค์ด้วยจะทำเช่นใด นึกได้ดังนั้น เลิกเล่นดีกว่า..

“จะมีสักกี่คนในโลก ที่ร่วมเดินทางเผชิญความยากลำบากอยู่เคียงข้างเราอย่างเต็มใจ
คอยส่งยิ้มและเปร่งเสียงหัวเราะ เพื่อเยียวยาความทุกข์ในหัวใจของกันและกัน และจะมีสักกี่คนในโลก ที่คอยกระซิบข้างหูเราเสมอว่า ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เขาจะอยู่ข้างคุณเสมอ เขาอยู่กับคุณ เดินกับคุณ จะรักษาหัวใจของคุณตราบสิ้นภพชาติ บัดนี้ผมมีบุคคลเหล่านั้นอยู่ตรงนี้แล้ว เขาและเธอกำลังเดินอยู่ข้างๆ ผม ด้วยความสุขใจ มือไม่ได้จับมือ แต่หัวใจเราต่างหากที่ประสานกัน และผมหวังว่า มันจะแนบแน่นอยู่เช่นนี้ จนสุดทางฝันของเรา”


เราถึงวัดกันเกือบเที่ยงคืน โน้ตวิ่งไปเอาข้าวผัดมาให้ทาน บอกว่า น้องๆ แบ่งไว้ให้พี่ๆ ตั้งแต่ช่วงเย็น สำหรับผมตอนนี้หอบแฮ่กๆ เหนื่อยเกินกว่าที่จะทานอะไรได้ลง นั่งมองแอ๊ดและโน้ตทานข้าวผัดกันอย่างเงียบๆ

คืนนี้ไม่ลืมที่จะไปดูขั้นบันไดสำหรับขบวนเจ้าภาพที่น้องๆ ลุยทำกันท่ามกลางสายฝนอย่างสุดฝีมือสำหรับผมมันเป็นบันไดที่สวยงามมากๆ เพราะมันถูกสร้างขึ้นด้วยจิตใจที่งดงามของพวกเขา
เมื่อโน้ตทานข้าวเสร็จก็เดินมาสมทบ
“น้องๆ คุยกันว่า ไม่รู้พี่จะชอบหรือเปล่า แต่ตั้งใจทำกันมากฝนตกก็ไม่มีใครเข้าร่ม”
“ชอบมาก...พี่ชอบมากๆ”

อาทิตย์ที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๑

“แม้จะไม่สามารถทำได้สักครึ่งของท่าน แต่ขอเพียงได้เป็นลมสายเล็กๆ สำหรับท่านก็ยังดี”





ถ้าไม่ไปสัมผัสด้วยตัวเองจะไม่รู้หรอกว่า ชีวิตของพระบนดอยนั้นลำบากแค่ไหน และถ้าไม่สัมผัสด้วยตัวเองก็ไม่รู้หรอกว่า หัวใจของพระบนดอยยิ่งใหญ่เพียงใด หลังจากที่ได้คลุกคลีอยู่ในบรรยากาศการทำงานของกลุ่มพระบนดอยหลายครั้งหลายคราว ทำให้เราได้ทราบว่า คำว่า “เสียสละ” ที่เราเคยรับรู้และเคยปฏิบัติมาเป็นเพียงแสงหิ่งห้อยในป่าอันรกชัฏเท่านั้น เมื่อเทียบกับวันเวลาที่กลุ่มพระบนดอยท่านได้ทุ่มเททำเพื่อกิจแห่งพระศาสนา เพื่อสันติสุขของสาธุชน



วันนี้มีฝนโปรยปรายมาตั้งแต่เช้า เดี๋ยวตกเดี๋ยวหยุด แต่ก็เป็นอุปสรรคสำหรับพิธีกรรมทอดผ้ากฐินที่จะมีขึ้นในช่วงสายไม่น้อย เพราะเมื่อเจ้าภาพมาถึงเราอยากให้มีขบวนแห่ผ้ากฐินอย่างที่เตรียมการเอาไว้ น้องๆ อุตส่าห์ทำบันไดต้อนรับเจ้าภาพอย่างดี



เนื่องจากวัดแต่ละแห่งทั้ง ๙ วัด อยู่กันไกล กำหนดการวันนี้จึงเริ่มสายพอควรเพื่อให้ท่านมีเวลาเดินทางและนั่งพักสักครู่ มีรถของ อบต.ไปรับเจ้าภาพที่รีสอร์ท น้องๆ ก็ช่วยกันทำอาหารเช้าอย่างขะมักเขม้น ย้งช่วยน้องๆ ทำอาหาร แว๊บไปดูเห็นกำลังผัดคะน้ากลิ่นหอมฉุย หลังจากอาหารเสร็จก็ทานข้าวร่วมกัน มื้อนี้เป็นข้าวต้มแกล้มผัดคะน้า เนื่องจากว่า มีใครบางคนหุงข้าวไหม้ คือ ข้าวก้นหม้อไหม้แต่ข้างบนไม่สุก เหตุเพราะกะปริมาณน้ำไม่ถูก จึงแก้ปัญหาโดยการนำข้าวนั้นไปทำข้าวต้มเสียเลย จะได้ไม่เปลืองข้าว แต่ก็เป็นมื้อที่อร่อยทั้งข้าวต้มและผัดคะน้า ตบด้วยของหวานของขนมบางราดนมข้นหวาน
ทอดกฐินให้กับวัดบนดอยสูงถึง 9 วัด เราได้รับความเมตตาจากคุณแม่นพคุณ จรรโลงศิริชัย ได้มาเป็นประธานใหญ่ เมื่อเจ้าภาพมาถึงเป็นเวลากับที่ฝนซาเม็ดมากแล้ว จึงตัดสินใจตั้งขบวนกฐิน โดยมีน้องๆ มดแดงยืนต้อนรับและช่วยถือผ้าไตรจีวร







พิธีกรรมของวันนี้มีแอ๊ดเป็นพิธีกรหลักและย้งเป็นพิธีกรสร้างบรรยากาศ ส่วนโน้ตทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยของบรรยากาศงานทั้งหมด



หลวงพี่ณัฐชาติได้เตรียมสื่อมาเปิดให้กับคณะเจ้าภาพได้ชม เป็นภาพกิจกรรมการทำงานของพระบนดอย พวกเรายอมรับว่า เมื่อได้ชมภาพการทำงานของคณะพระธรรมจาริกก็ปีติจนน้ำตาซึม เราดีใจที่พระพุทธศาสนายังมีพระดีๆ อย่างนี้อยู่ ดีใจที่สาธุชนชาวดอยได้พบกับท่านและดีใจที่เราจะได้ร่วมบุญกับท่าน
พระบนดอยบอกว่า กฐินครั้งนี้ถือเป็นกฐินครั้งแรกของบรรดาพระที่อยู่บนดอยสูง เพราะเหตุที่อยู่ไกลความเจริญ จึงทำให้ไกลจากสายตาของผู้ที่อยู่ในถิ่นที่เจริญแล้วไปด้วย พระบนดอยจึงมีชีวิตแบบขัดสนแต่ไม่จนหัวใจ ทุ่มแรงกายแรงใจทำหน้าที่เป็นแสงสว่างอย่างไม่ถดถอย มีหลวงพี่รูปหนึ่งท่านได้เปิดใจว่า “การทำหน้าที่ซึ่งเป็นไปด้วยความยากลำบากนั้น ถามว่าท้อไหม มันก็ท้อนะเพราะมันเป็นเรื่องที่เหนื่อยเอาการ แต่ก็แค่ท้อไม่เคยถอย” หนทางบนดอย ใครๆ ก็รู้ว่ามันสูง การเดินเท้าขึ้นสู่ที่สูงนับสิบหรือนับหลายสิบกิโลเมตรเพื่อจาริกไปโปรดสัตว์ ไม่ใช่เรื่องรื่นเริงกายเลย ถ้าไม่เชื่อก็ลองเดินขึ้นบันไดสักร้อยคั่นดู แม้เหน็ดเหนื่อยหรือยากลำบากแค่ไหนท่านก็บากบั่นทำหน้าที่นั้นอย่างองอาจเรามีความเชื่อว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้าไปสู่ ณ ที่แห่งใด ความเจริญรุ่งเรืองย่อมเดินทางไปถึงที่นั้น และจุดเริ่มต้นแห่งความรุ่งเรืองดังกล่าวเริ่มต้นจากดวงใจที่ทุกคนต่างมี ซึ่งดวงใจดวงนี้นี่เองที่ดลบันดาลสันติสุขสู่สังคมได้




หัวใจของ "ขบวนการมดแดง" เติบโตมาด้วยคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบนดอยทุกรูปก็เปรียบดั่งเป็นครูบาอาจารย์ของเรา วันนี้เราจึงปลื้มใจกับบุญที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานทอดกฐิน 9 วัด บนดอยสูง เพื่อนำปัจจัยเข้าร่วมกองทุนเผยแผ่ธรรมะบนดอยของคณะพระธรรมจาริก แม้เราจะมีช่วงเวลาเตรียมงานและมีเวลาระดมทุนน้อยเหลือเกิน แต่ก็หวังว่า การจัดงานครั้งนี้จะเป็นก้าวแรกที่สำคัญของการระดมทุนช่วยกิจแห่งการขยายพระพุทธศาสนาของท่าน


หลังจากพิธีกรรมเสร็จเรียบร้อย คณะสงฆ์ได้แจกใบโพธิ์แก่สาธุชนที่มาร่วมงาน ซึ่งคุณแม่นพคุณ นำมาจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ ประเทศอินเดีย



เมื่อทานข้าวกลางวันเสร็จก็ส่งคณะเจ้าภาพกลับรีสอรทเพื่อจะเดินทางไปกรุงเทพฯ ต่อไป


สำหรับพวกเราขบวนการมดแดง เมื่อเสร็จหน้าที่ที่อมก๋อยก็นั่งรถปิกอัพในสภาพอัดปลากระป๋อง กลับสันป่าตอง และพี่ๆ ทั้ง ๔ คน คือ ตั้ม ย้ง โน้ต แอ๊ด ก็ได้เดินอีกเป็นครั้งที่ ๒ เพราะเมื่อรถส่งน้องถึงสันป่าตองแล้วเราก็ไม่อยากรบกวนคนขับรถให้ไปส่งในตัวเมืองเชียงใหม่อีก เพราะระยะทางก็ไกลพอควร จึงตัดสินใจเดิน เดินสักครู่ฝนก็พรำลงมา เราพากันเดินท่ามกลางสายฝนอย่างไม่สะทกสะท้าน และพอจะใกล้ถึงหางดง จึงตัดสินใจเหมารถเข้าตัวเมืองในราคา ๓๐๐ บาท

2 ความคิดเห็น:

Amphol กล่าวว่า...

กระทู้ดูดีมีชาติตระกูล

เข้ามาแล้วเย็นอกเย็นใจ

จะเข้ามาฝากเรื่องราวบ่อยๆ

ก่อนอื่นก็ฝากตัวไว้่ก่อนละกันนะ

Vee's Blogger กล่าวว่า...

เพลินดีจัง ลูกๆ ได้รู้จักกันมากขึ้นจากการได้ร่วมฝ่าฟัน ความลำบาก ขอให้รักกันนานๆ ไม่มีน้ำอะไรจะผูกกันได้นานเท่า น้ำใจ ลูกตั้มดูแกร่งๆ ไม่น่ากลัว ผี เล้ย