
“ชีวิตต้องเดินไปข้างหน้า หากมั่นใจว่า สิ่งที่ทำเกิดประโยชน์อันสูงสุดก็เร่งรุดทำต่อไป”
มีบางสิ่งบางอย่างมารบกวนจิตใจของผมตั้งแต่เมื่อวานและเกิดคำถามขึ้นมากมายก่ายกองว่า
มีบางสิ่งบางอย่างมารบกวนจิตใจของผมตั้งแต่เมื่อวานและเกิดคำถามขึ้นมากมายก่ายกองว่า
“เรากำลังหวังผิดหรือผิดที่เราหวัง”
กับใครบางคนที่ร่วมเรียงเคียงเดินกันมา ดุจกองทัพตระเวนสะสมไพร่พล ครั้นถึงเวลาที่จะต้องตั้งทัพ ปักหลักสู้ศึกในสมรภูมิ กลับชักเท้ากลับพร้อมอ้างเหตุผลสารพัน
เราเดินทางกันมาด้วยใจ เราไม่มีราคาค่างวดใดๆ มาผูกใจกันไว้ มีเพียงความสุขและผลงานในวันที่ผันผ่านเท่านั้นเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง
‘วันเวลาเปลี่ยนไป เหตุผลก็เปลี่ยนตาม เหมือนอากาศที่เปลี่ยนแปลง’
ไม่ผิดอะไรในเมื่อเราต่างก็เดินทาง เมื่อถึงวันใดวันหนึ่ง เราเจอทางแยกที่ใช่ พบศาลาที่เหมาะต่อการนั่งพัก หรือเจอชัยภูมิที่เหมาะสมในการลงหลักปักฐาน เรามีสิทธิ์เลือกทางของตัว
แต่ถึงกระนั้นนึกแล้วก็ใจหาย หากพบว่า ใครคนหนึ่งที่เคยเดินอยู่ข้างๆ เขาไม่มีใจที่จะเดินร่วมทางกับเราอีกแล้ว
ชีวิตที่เคยใช้จ่ายวันเวลาไปด้วยกัน หัวใจที่เคยร่วมวาดฝันบนกระดานว่างๆ กลางอากาศ และหันหน้าคอยยิ้มให้กันอย่างชื่นมื่นเมื่อความฝันบางภาพกลายเป็นรูปรอยของความจริงที่ชัดขึ้นเรื่อยๆ
กับใครบางคนที่ร่วมเรียงเคียงเดินกันมา ดุจกองทัพตระเวนสะสมไพร่พล ครั้นถึงเวลาที่จะต้องตั้งทัพ ปักหลักสู้ศึกในสมรภูมิ กลับชักเท้ากลับพร้อมอ้างเหตุผลสารพัน
เราเดินทางกันมาด้วยใจ เราไม่มีราคาค่างวดใดๆ มาผูกใจกันไว้ มีเพียงความสุขและผลงานในวันที่ผันผ่านเท่านั้นเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง
‘วันเวลาเปลี่ยนไป เหตุผลก็เปลี่ยนตาม เหมือนอากาศที่เปลี่ยนแปลง’
ไม่ผิดอะไรในเมื่อเราต่างก็เดินทาง เมื่อถึงวันใดวันหนึ่ง เราเจอทางแยกที่ใช่ พบศาลาที่เหมาะต่อการนั่งพัก หรือเจอชัยภูมิที่เหมาะสมในการลงหลักปักฐาน เรามีสิทธิ์เลือกทางของตัว
แต่ถึงกระนั้นนึกแล้วก็ใจหาย หากพบว่า ใครคนหนึ่งที่เคยเดินอยู่ข้างๆ เขาไม่มีใจที่จะเดินร่วมทางกับเราอีกแล้ว
ชีวิตที่เคยใช้จ่ายวันเวลาไปด้วยกัน หัวใจที่เคยร่วมวาดฝันบนกระดานว่างๆ กลางอากาศ และหันหน้าคอยยิ้มให้กันอย่างชื่นมื่นเมื่อความฝันบางภาพกลายเป็นรูปรอยของความจริงที่ชัดขึ้นเรื่อยๆ
ชีวิตเริ่มขม หัวใจเริ่มสั่น ความรู้สึกร้าวราน เมื่อถึงวันที่ต้องแยกทาง
ถ้าเราไม่ร่วมต้นกันมาด้วยใจ มันคงไม่เจ็บปวดขนาดนี้ และถ้าเราไม่ทุ่มเททั้งใจ ก็คงไม่เสียใจขนาดนี้เช่นกัน
ไม่เป็นไรหรอก เมื่อเราจำเป็นต้องแยกกัน แต่ความฝันของฉันก็ยังอยู่และฉันจะเดินต่อไป แม้ไร้ใครสักสองสามคนที่เคยสัญญาว่า จะก้าวเดินไปด้วยกันก็ตาม
ไม่เป็นไรหรอก เมื่อเราจำเป็นต้องแยกกัน แต่ความฝันของฉันก็ยังอยู่และฉันจะเดินต่อไป แม้ไร้ใครสักสองสามคนที่เคยสัญญาว่า จะก้าวเดินไปด้วยกันก็ตาม
แต่ถึงกระนั้นฉันก็ยังหวังลมๆ แล้งๆ ว่า แม้เราจะไม่ได้เดินทางร่วมกัน แต่ความรักที่เราเคยมีต่อกันจะไม่หายไปไหน แม้มันจะอยู่ลึกจนใครบางคน 'ไม่ฉันก็เธอ' ไม่อาจมองเห็น คำว่า "รักแท้" ที่ซุกอยู่ในบึ้งใจนั้นก็ตาม
ผมยึดติดคติในนิทานจีนเรื่องหนึ่ง แม้ในวันนี้ก็ยังยึดติดคติของนิทานเรื่องนี้อยู่
“กาลครั้งก่อนนานมาแล้วมีชายชราคนหนึ่ง มีชื่อว่าอวี๋กง ชาวบ้านเรียกขานพ่อเฒ่าว่า ลุงโง่ หน้าบ้านลุงโง่มีภูเขาใหญ่ลูกหนึ่ง ภูเขาลูกนั้นค้ำตระหง่านอยู่หน้าบ้านของเขาพอดี บ้านของลุงโง่มีคนอยู่ 30 กว่าคน ทุกครั้งที่ออกจากบ้านก็จะต้องเดินอ้อมภูเขาลูกนั้นไป ทำให้ไม่สะดวกเสียเวลามาก
ในวันนั้น ลุงโง่มีอายุได้ 90 กว่าปีแล้ว พักอยู่ในบ้านมีลูกหลานคอยปรนนิบัติ ลุงโง่ตัดสินใจว่า...
ในบั้นปลายชีวิตนี้ จะขอทำสิ่งที่มีความหมายอย่างยิ่งสักเรื่องหนึ่ง คือ ย้ายภูเขาลูกนั้นไปไว้ที่อื่น และแล้วลุงโง่ก็นำทุกคนในบ้านทั้งผู้ใหญ่ทั้งเด็ก เริ่มงานการย้ายภูเขา ค่อยๆ ขุดย้ายหินบนภูเขา ขนไปไว้ในที่ห่างไกลออกไป แต่ว่าภูเขาลูกนั้นสูงใหญ่เกินไป กำลังของพวกเขามีขอบเขตจำกัด ดังนั้นการงานจึงคืบหน้าไปอย่างเชื่องช้า
ข้างบ้านของลุงโง่ มีชายชราอีกผู้หนึ่งชื่อจือโส้วอาศัยอยู่ ชาวบ้านเรียกขานพ่อเฒ่าคนนี้ว่า “เฒ่าเรืองปัญญา”วันหนึ่งเขาเดินผ่านมาเห็นลุงโง่กับลูกหลานพากันง่วนอยู่กับการขุดเจาะภูเขา ก็อดหัวเราะในความโง่เขลาของลุงโง่ไม่ได้จึงพูดกับลุงโง่ว่า”ท่านท่าจะเลอะเลือนไปใหญ่แล้ว อายุปูนนี้เปรียบไปก็เหมือนไม้ใกล้ฝั่ง ยังจะขุดย้ายภูเขาอะไรกันอีก ถึงขุดไปจนตัวตายก็ยังหาได้สะเทือนภูเขาใหญ่สองลูกนี้แม้สักน้อยนิดไม่.”
ลุงโง่ตอบว่า “เรื่องราวกลับไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่ท่านคิด ถ้าหากชั่วชีวิตของฉันไม่สามารถย้ายภูเขาลูกนี้ได้สำเร็จ หลังจากฉันตายยังมีลูกหลานของฉันอีก เมื่อลูกหลานของฉันตาย ก็ยังมีลูกหลานของลูกหลานฉันอีก พวกเราทุกรุ่นสามารถทำงานนี้อย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ภูเขาลูกนี้เป็นของตาย ยังไงก็ไม่งอกโตขึ้น ขอเพียงให้พวกเราพากเพียรพยายามไม่เลิกละกลางคันเท่านั้น จะเร็วจะช้าก็ต้องสามารถย้ายภูเขาลูกนี้ไปได้”
แม้วันนี้สิ่งที่เราทำอาจจะเหมือนลุงโง่ แต่ฉันก็โง่ด้วยเจตนารมย์ที่ว่า
ผมยึดติดคติในนิทานจีนเรื่องหนึ่ง แม้ในวันนี้ก็ยังยึดติดคติของนิทานเรื่องนี้อยู่
“กาลครั้งก่อนนานมาแล้วมีชายชราคนหนึ่ง มีชื่อว่าอวี๋กง ชาวบ้านเรียกขานพ่อเฒ่าว่า ลุงโง่ หน้าบ้านลุงโง่มีภูเขาใหญ่ลูกหนึ่ง ภูเขาลูกนั้นค้ำตระหง่านอยู่หน้าบ้านของเขาพอดี บ้านของลุงโง่มีคนอยู่ 30 กว่าคน ทุกครั้งที่ออกจากบ้านก็จะต้องเดินอ้อมภูเขาลูกนั้นไป ทำให้ไม่สะดวกเสียเวลามาก
ในวันนั้น ลุงโง่มีอายุได้ 90 กว่าปีแล้ว พักอยู่ในบ้านมีลูกหลานคอยปรนนิบัติ ลุงโง่ตัดสินใจว่า...
ในบั้นปลายชีวิตนี้ จะขอทำสิ่งที่มีความหมายอย่างยิ่งสักเรื่องหนึ่ง คือ ย้ายภูเขาลูกนั้นไปไว้ที่อื่น และแล้วลุงโง่ก็นำทุกคนในบ้านทั้งผู้ใหญ่ทั้งเด็ก เริ่มงานการย้ายภูเขา ค่อยๆ ขุดย้ายหินบนภูเขา ขนไปไว้ในที่ห่างไกลออกไป แต่ว่าภูเขาลูกนั้นสูงใหญ่เกินไป กำลังของพวกเขามีขอบเขตจำกัด ดังนั้นการงานจึงคืบหน้าไปอย่างเชื่องช้า
ข้างบ้านของลุงโง่ มีชายชราอีกผู้หนึ่งชื่อจือโส้วอาศัยอยู่ ชาวบ้านเรียกขานพ่อเฒ่าคนนี้ว่า “เฒ่าเรืองปัญญา”วันหนึ่งเขาเดินผ่านมาเห็นลุงโง่กับลูกหลานพากันง่วนอยู่กับการขุดเจาะภูเขา ก็อดหัวเราะในความโง่เขลาของลุงโง่ไม่ได้จึงพูดกับลุงโง่ว่า”ท่านท่าจะเลอะเลือนไปใหญ่แล้ว อายุปูนนี้เปรียบไปก็เหมือนไม้ใกล้ฝั่ง ยังจะขุดย้ายภูเขาอะไรกันอีก ถึงขุดไปจนตัวตายก็ยังหาได้สะเทือนภูเขาใหญ่สองลูกนี้แม้สักน้อยนิดไม่.”
ลุงโง่ตอบว่า “เรื่องราวกลับไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่ท่านคิด ถ้าหากชั่วชีวิตของฉันไม่สามารถย้ายภูเขาลูกนี้ได้สำเร็จ หลังจากฉันตายยังมีลูกหลานของฉันอีก เมื่อลูกหลานของฉันตาย ก็ยังมีลูกหลานของลูกหลานฉันอีก พวกเราทุกรุ่นสามารถทำงานนี้อย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ภูเขาลูกนี้เป็นของตาย ยังไงก็ไม่งอกโตขึ้น ขอเพียงให้พวกเราพากเพียรพยายามไม่เลิกละกลางคันเท่านั้น จะเร็วจะช้าก็ต้องสามารถย้ายภูเขาลูกนี้ไปได้”
แม้วันนี้สิ่งที่เราทำอาจจะเหมือนลุงโง่ แต่ฉันก็โง่ด้วยเจตนารมย์ที่ว่า
“ด้วยคิดว่า ดีแล้ว จึงทำ
คิดว่า ควรแล้ว จึงทำ
คิดว่า ถูกต้องแล้ว จึงทำ
คิดว่า นำประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมแล้วจึงทำ
คำว่า ทำ หมายความว่า ทุ่มเทลงไปทั้งกาย วาจา ใจ จนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย”
แล้ววันนี้ผมก็ได้คำตอบว่า จะเป็นเหตุด้วยความหวังผิดหรือผิดที่เราหวังช่างมัน ทางข้างหน้ายังอีกไกล งานข้างหน้ายังมีอีกเยอะ อย่าเสียใจนาน อย่าอาลัยมาก ให้เขาจากไปด้วยความสุข ดีกว่าให้เขาทุกข์เพราะทนร่วมทางอย่างไม่มีใจ
คิดว่า ควรแล้ว จึงทำ
คิดว่า ถูกต้องแล้ว จึงทำ
คิดว่า นำประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมแล้วจึงทำ
คำว่า ทำ หมายความว่า ทุ่มเทลงไปทั้งกาย วาจา ใจ จนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย”
แล้ววันนี้ผมก็ได้คำตอบว่า จะเป็นเหตุด้วยความหวังผิดหรือผิดที่เราหวังช่างมัน ทางข้างหน้ายังอีกไกล งานข้างหน้ายังมีอีกเยอะ อย่าเสียใจนาน อย่าอาลัยมาก ให้เขาจากไปด้วยความสุข ดีกว่าให้เขาทุกข์เพราะทนร่วมทางอย่างไม่มีใจ
ผมเคยบอกกับใครคนหนึ่งว่า...
"เพราะเส้นทางสายนี้ ถ้าเราจะเดินด้วยกันก็ยังต้องไปอีกไกล นอกจากกำลังกายแล้ว เราต้องใช้กำลังภายในค่อนข้างสูง สิ่งที่เราเลือกทำจะกำหนดความเป็นไปของเรา และบ่งบอกรากเหง้าของใจที่แท้จริง"
"เพราะเส้นทางสายนี้ ถ้าเราจะเดินด้วยกันก็ยังต้องไปอีกไกล นอกจากกำลังกายแล้ว เราต้องใช้กำลังภายในค่อนข้างสูง สิ่งที่เราเลือกทำจะกำหนดความเป็นไปของเรา และบ่งบอกรากเหง้าของใจที่แท้จริง"
.................'อะไรคือแก่นแท้ที่ใจต้องการ เรายอมสละบางสิ่งบางอย่างเพื่อมันได้หรือไม่ สิ่งที่เราเลือกทำจะตอบคำถามข้อนี้เช่นกัน'..................
1 ความคิดเห็น:
รักแท้ เพื่อนแท้ บางครั้งอาจจะ ไม่เข้าใจกันบ้าง กาลเวลาเท่านั้นที่จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น
นั่งสมาธิกันดีกว่านะ
แสดงความคิดเห็น