วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ช่วงที่ดีที่สุดกำลังหมุนวนกลับมา





พุธ ที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๒

การเดินทางที่แสนพิเศษ

นครชัยแอร์ เวลา ๑๙.๐๐ น. คือ ตั๋วเดินทางเที่ยวนี้
นับเป็นเวลาไม่น้อยทีเดียวที่ผมไม่ได้ใช้บริการรถบัสเชียงใหม่-กรุงเทพฯ
เนื่องด้วยมีเพื่อนใจดี (อู๊ด) ให้ยืม
CRV มาใช้ในเวลาติดต่อประสานงาน
ซึ่งทำให้การทำงานสะดวกขึ้น

โดยปกติแล้วแม้การเดินทางด้วยรถบัสอาจจะดูไม่ใช่เรื่องลำบาก
แต่กิจกรรมหลังการเดินทางด้วยรถบัสนั้นเป็นเรื่องที่เหนื่อยเอาการ
เพราะต้องนั่งรถมอเตอร์ไซค์ตะลอนไปในที่ต่าง ๆ ซึ่งจะลำบากมากในช่วงฤดูฝน
และผิวหน้าไหม้เกรียมในช่วงฤดูร้อน เย็นจนตะคริวกินในช่วงฤดูหนาว

กว่า ๗ ปี ที่ผมนั่งรถขึ้นลงบนเส้นทางเชียงใหม่-กรุงเทพฯ
เส้นทางที่เคยคิดว่า ไกลแสนไกลในอดีต
แต่พอมาปัจจุบันเมื่อหัวใจของเราเดินทางมาถึง
ระยะทางที่ว่าไกลกลับดูเหมือนใกล้เพียงคืบมนุษย์

นั่งรถทัวร์เที่ยวนี้เหมือนนั่งอยู่ท่ามกลางหมอ-พยาบาล
เพราะต่างก็ผูกผ้าปิดปากกันเกือบทุกคน
ยกเว้นผมที่ไม่ได้เตรียมการป้องกันมาเลย
ไข้หวัด
2009 เป็นไข้ระบาดที่ไม่น่าไว้วางใจ
แม้ก่อนหน้าสื่อบางแขนงอาจจะให้ข่าวว่า
ไข้หวัดชนิดนี้ก็ไม่ได้น่ากลัวอะไรมากนัก
แต่ผมเองก็ไม่เคยไว้เนื้อเชื่อใจสื่อยุคนี้หรือสื่อของรัฐบาลอภิสิทธิ์ชนนี้เลย

พฤหัสบดีที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๒

ถึงเชียงใหม่เกือบ ตี ๕
มดแดงแอ๊ดมารับไปพักที่หอซึ่งมีหลานชายของแอ๊ดพักอยู่ด้วย
ห้องนอนของแอ๊ดยังคงรุงรังสไตล์ชายโสด
ทีวียังคงถูกตั้งอยู่บนกล่องลังเอียง ๆ
แต่ที่เปลี่ยนไปคือ ไฟห้องน้ำสว่างแล้ว
ก่อนหน้านี้หลอดไฟมันเสีย
เวลาเข้าห้องน้ำต้องแง้ม ๆ ให้แสงจากภายนอกลอดไปได้บ้าง
แต่มันก็มีข้อเสียตรงที่ เวลาแง้มแสงเข้าไปได้ก็จริง
แต่เสียงและกลิ่นไม่พึงประสงค์ก็เล็ดลอดออกมาได้เช่นกัน
เนื่องจากผมเป็นคนท้องผูก เพราะกินนอนไม่ตรงเวลา
เวลาคนท้องผูกเข้าห้องน้ำมักจะโวยวายเสียงดัง
เพราะจะมีลมอยู่ในลำไส้ค่อนข้างมาก

คราวหนึ่งผมเคยเข้าห้องน้ำสาธารณะ
แล้วพยายามกลั้นอาการเพื่อไม่ให้มันโวยวายเสียงดังจนน่าเกลียด
แต่ลมก็ยังคงดื้อชำแรกโวยวายออกมาจนได้
และเสียงโวยวายของมันแหลมเล็กแปลกประหลาด
เหมือนเสียงสีจรเข้ จนผมไม่อาจกลั้นเสียงหัวเราะได้
ยังไม่ทันสิ้นเสียงหัวเราะของตนเอง
คนที่นั่งทำธุระอยู่ห้องข้าง ๆ ก็หัวเราะตามมา
เสียงหัวเราะส่งต่อเป็นทอด ๆ เหมือนคลื่นทะเลยามเช้า ลั่นไปทั้งห้อง
ผลสรุปเมื่อหมดอารมณ์ขำ
ผมต้องนั่งนิ่ง ๆ อยู่ในห้องน้ำนั้นนานแสนนาน
นานจนมั่นใจว่า ห้องข้าง ๆ เขาทำธุระเสร็จ ออกไปจากห้องน้ำหมดแล้ว
นานจนมั่นใจว่า..คนที่แอบดูหน้าผมเบื่อที่จะรอคอย

ที่นอนของแอ๊ดแม้ไม่หนานุ่ม แต่ก็ทำให้ชายผู้อ่อนเพลียจากการเดินทางหลับเป็นตาย
รู้สึกตัวอีกครั้ง ๙ นาฬิกาเศษ ตื่นมาก็ถามหาของกิน
“แอ๊ด..ร้านข้างเหนียวหมูปิ้งขายอยู่ไหม”
“ซื้อมาแล้วครับพี่” แอ๊ดตอบพร้อมนำข้าวเหนียวหมูปิ้งออกมาจากห่อ

หลังแปรงฟันเสร็จ
ทำการโยกย้ายข้าวเหนียวหมูปิ้งให้มากลิ้งอยู่ในท้อง แปรเปลี่ยนสสารให้เป็นพลังงาน
แอ๊ดบอกว่า “อาฟู่กำลังนั่งรถมาจากไชยปราการครับ สักพักน่าจะถึงแล้ว”
“อาฟู่ลงรถแถวไหน”
“ประตูช้างเผือกครับพี่”
“งั้น..เดี๋ยวเราไปเดินเล่นแถวนั้นรออาฟู่ดีกว่าไหม อยู่เฉย ๆ เดี๋ยวโรคภัยถามหา”

การเดินทางทุกครั้ง ไม่เคยไกลห่างจากกล้องคู่ชีพ และเป็นเหมือนคู่รักผ่อนส่งของผม
กินเวลาปีกว่า ๆ แล้ว ยังผ่อนไม่หมด เข้าข่ายดาวน์น้อย ผ่อนนาน แต่ก็ใช้งานจนคุ้ม
ระหว่างรออาฟู่น้องรักเดินทางมาถึง แอ๊ดพาไปอนุสาวรีย์ ๓ กษัตริย์
และเข้าชมหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ ค่าเข้าชม ๒๐ บาท
ถามแอ๊ดว่า “เป็นคนเชียงใหม่เคยเข้ามาดูบ้างไหม”
แอ๊ดตอบว่า “ไม่เคยครับ”

บรรยากาศหอศิลปวัฒนธรรม มีการนำเสนอวิถีของล้านนาตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน
การเป็นอยู่ของผู้คนและศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น
เมื่อได้ชมแล้วทำให้เราเห็นภาพรวมของล้านนา
และความน่าสนใจแห่งเมืองเชียงใหม่

หากมีคำถามว่า “คุณรักเมืองใดที่สุดในประเทศไทย”
ผมตอบโดยไม่ลังเลว่า “เชียงใหม่”
มีเหตุผลมากมายที่ทำให้ผมรักเมืองนี้
แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดก็คือ
“น้อง ๆ ของผมเขาอยู่ที่นี่”

หลังออกจากหอวัฒนธรรม แอ๊ดบอกว่า อาฟู่ใกล้จะถึงแล้ว
ผมให้แอ๊ดไปส่งที่วัดพระสิงห์ แล้วให้เอามอเตอร์ไซค์ไปรับอาฟู่


วัดทุกวัดของเชียงใหม่ เป็นวัดที่น่าเที่ยวชม
พระพุทธรูป พระเจดีย์ทุกองค์ล้วนศักดิ์สิทธิ์
ผมไม่เคยรู้สึกเบื่อที่จะไปเยือนพุทธสถานเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก

ระหว่างรอน้อง ผมได้เข้าไปกราบพระสิงห์ ถ่ายรูปพระนอนและพระเจดีย์
มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติผ่านไปมาให้เห็นเป็นระยะ
มีผู้แสวงบุญก้มกราบพระเจดีย์
กลิ่นควันธูปหอมอบอวล เห็นแล้วหัวใจเบิกบาน
ขณะนี้วัดในจังหวัดเชียงใหม่ กำลังได้รับการปรับปรุง
หลายวัดกำลังแปรสภาพจากวัดร้างให้เป็นวัดรุ่ง
นี่คือสัญญาณบ่งบอกว่า ไม่นานเมืองเชียงใหม่จะเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อย ๆ
เพราะบุญที่ชาวเชียงใหม่ ได้บูรณะวัดร้างเหล่านี้นั่นเอง

ขณะที่กำลังถ่ายภาพที่วิหารพระนอน อาฟู่และแอ๊ดก็เดินทางมาถึง
หลังติดเกณฑ์ทหารหลายเดือน ดูอาฟู่กร้านแดดมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ผอมลงสักเท่าไหร่
วันนี้ดีใจที่ได้เห็นหน้าอาฟู่ น้องรักที่ผูกพันกันมาเนิ่นนาน
และสบายใจมากขึ้นเมื่อน้องบอกว่า
“ตอนนี้เริ่มปรับตัวกับชีวิตทหารเกณฑ์มากขึ้นแล้วครับ”
เราได้นั่งสนทนาเรื่องชีวิตทหารเกณฑ์ของอาฟู่กันอย่างออกรส


ฟู่เล่าว่า “การเป็นทหารห้ามใช้สมอง ห้ามใช้ปาก เงียบและทำตามคำสั่งอย่างเดียว
เวลากินอาหารผมแทบไม่รู้รสเลยว่า มันอร่อยหรือไม่ เพราะรีบกินรีบอิ่ม
เขามีหลักการกินว่า ให้กินเหมือนจระเข้
แต่วันอาทิตย์ผมจะได้กินของดี เพราะมีแม่ไปเยี่ยม
เขาบอกว่า เป็นทหารได้เบี้ยเลี้ยง ๒,๕๐๐ แต่พอหักนั่นหักนี่ เหลือเดือนละแค่ ๕๐๐
การเป็นทหารแม้สติปัญญาจะไม่งอกงามนัก
แต่ในเรื่องของความอดทนทหารได้สอนคุณธรรมข้อนี้กับผมเต็ม ๆ
หลังจากที่เจอกับการฝึกแบบทหารมา
ทำให้ผมรู้สึกว่า อะไร ๆ ในโลกนี้ไม่เป็นปัญหาสำหรับผมอีกต่อไป”

ครั้นถามว่า การเป็นทหารกับการเป็นพระอันไหนยากกว่ากัน
ฟู่เล่าว่า “การเป็นทหารต้องอดทนกับความยากลำบากมากกว่าพระ
แต่การเป็นพระต้องอดทนกับอำนาจกิเลส
ซึ่งผมรู้สึกว่า การเป็นพระให้นาน ๆ เป็นได้ยากกว่า

ผมได้ประโยชน์หลายอย่างเหมือนกันจากการเป็นทหาร
โดยเฉพาะเรื่องความเคารพ ความมีวินัย
ผมอยากจะนำสิ่งเหล่านี้มีฝากขบวนการมดแดงของเราเหมือนกัน
เราจะได้เคารพกันมากขึ้น โดยเฉพาะค่ายของเราปีนี้
ผมจะลาค่ายทหารมาฝึกน้อง ๆ ค่ายมดแดงให้ได้ครับ” อาฟู่กล่าวเสริม

ดู ๆ แล้วรู้สึกว่า ค่ายในครั้งนี้เรามีบุคลากรที่ผ่านการฝึกอย่างดีแล้ว
และมีไฟเป็นอย่างยิ่งหลายคนทีเดียว
เพราะนอกจากอาฟู่ที่ได้รับการฝึกอย่างเข้มข้นจากกองทัพ
น้องต่าย ทิพย์ บี ก็ได้รับการฝึกอย่างดีจากค่ายการรับน้องใหม่ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้
ซึ่งเย็นวันนี้มีการประชุมงานน้อง ๆ ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่


บรรดาเด็กมหาลัยน้องใหม่จากแม่โจ้ ต่าย ทิพย์ บี ก็จะเดินทางมาร่วมประชุมด้วย
ครั้นใกล้เวลา ๕ โมงเย็น เราจึงนั่งรถมอเตอร์ไซค์ซ้อน ๓ ไปวิทยาลัย
แต่ก่อนการซ้อน ๓ ไม่เป็นปัญหานัก แต่ปัจจุบันมันเริ่มเกิดปัญหา
ผมตัวตันขึ้น น้ำหนักตัวมากขึ้น จึงทำให้เกิดอาการเกร็ง เมื่อยและชาไปทั้งน่อง

แอ๊ดเหมือนจะรู้ทันความรู้สึกตะโกนมาถามว่า
“เป็นไงพี่ รู้สึกว่า พี่จะไม่ได้ซ้อนท้ายรถอย่างนี้มานานแล้วนะครับ
พี่นึกเหมือนผมใช่ไหมครับ”



คำว่า พี่นึกเหมือนผมใช่ไหมครับนั้น ผมพอจะเข้าใจว่า
'เขากำลังนึกถึงอะไร'

พวกเรา หล่อเลี้ยงกำลังใจด้วยการพูดถึงความหลังกันบ่อยครั้ง

ความหลังที่ว่า คือ ในยุคแรก ๆ ยานพาหนะที่ดีที่สุดของเราคือ มอเตอร์ไซค์
ขับจากเชียงใหม่ถึงอมก๋อยเป็นว่าเล่น บางคราวคนขับถึงกับหลับใน
คนที่หลับในบ่อยที่สุด คือ แอ๊ด คราวหนึ่งแอ๊ดขับรถส่าย ๆ ในขณะที่ผมนั่งซ้อนท้าย
จึงสะกิดแอ๊ดและถามว่า แอ๊ดเล่นอะไร
แอ๊ดหันมาบอกว่า “ขอโทษครับพี่ ผมหลับและฝันไป”
ได้ยินดังนั้นผมถึงกับขนลุก นี่หลับถึงขนาดฝันเป็นตุเป็นตะไปได้
แล้วเมื่อครู่มันบังคับรถได้อย่างไร
บางคราวเมื่อถึงจังหวะที่ผมขับ ก็หวุดหวิดแหกโค้งพาน้องวัดความลึกของหุบเหว

บรรยากาศการประชุมน้อง ๆ วันนี้มีน้องเข้าร่วมประชุมกว่า ๖๐ คน
แม้หน้าเก่า ๆ จะหายไปบ้างแต่โดยรวมก็ถือว่า อบอุ่นดีไม่น้อย
ก่อนเข้าห้องประชุม อาฟู่จัดการใช้ความรู้ทางทหารจัดระเบียบแถว
จากนั้นพี่ ๆ ได้แนะนำตนเองให้น้องใหม่รับทราบ
ก่อนเดินแถวเข้าห้องประชุมโดยไม่ลืมกำชับเรื่องการถอดรองเท้าให้เรียบร้อย

เริ่มต้นการประชุมด้วยการสวดมนต์

ต่อด้วยการเล่าอานิสงส์ของการสวดมนต์ให้น้อง ๆ ฟัง
โดยยกตัวอย่างของไมเคิล แจ๊กสัน ว่าเหตุใดไมเคิลจึงมีเสียงไพเราะและเป็นนักร้องที่โด่งดัง
การสวดมนต์สรรเสริญคุณของพระรัตนตรัย ย่อมทำให้เราได้อานิสงส์ที่ยิ่งใหญ่
ทำให้มีน้ำเสียงที่ไพเราะ เป็นทางมาแห่งสวรรค์และพระนิพพาน


จากนั้นรุ่นพี่ ๆ ได้แก่ อาฟู่ ต่าย ทิพย์ บี ได้เล่าประสบการณ์ของชีวิต
ที่ตนเองได้ประสบมาให้กับน้อง ๆ ได้ฟัง
สรุปท้ายด้วยการชี้แจงรายละเอียดต่าง ๆ ของค่ายที่จะถึงจากมดแดงแอ๊ด
ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นประธานเครือข่ายมดแดงทั่วประเทศ

เลิกประชุมในเวลา ๒๐.๐๐ น. ซึ่งเป็นเวลาที่ทางหอพักกลางกำหนด
พี่ ๆ บางส่วนเดินไปส่งน้องที่หอพักและผู้ชายช่วยกันจัดโต๊ะเก้าอี้

ก่อนแยกย้ายกันกลับหอพัก มีน้องคนหนึ่งเดินมากระซิบว่า
“พี่ครับ คมน์ เฉ่ง เชียร ชัย เริ่มล้า ๆ กันแล้วครับ”
คมน์ เฉ่ง
เชียร ชัย คือ น้อง ๆ กลุ่มจังหวัดตาก
และเป็นหนึ่งในแกนนำพี่น้องร่วมปฏิญญา


วันนี้ผมสังเกตแล้วว่า ตั้งแต่มาไม่เห็นหน้าพวกเขาเลย ซึ่งผิดปกติเป็นอย่างยิ่ง
หลังสอบถามเพิ่มเติมทราบว่า พวกเขาไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมหลายสัปดาห์แล้ว
ได้ฟังดังนี้แล้วก็ตกใจ เพราะทุกคนที่กล่าวถึงล้วนเป็นความหวัง
และเป็นแกนนำรุ่นใหม่ที่เรารักและผูกพันมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง
ผมเคยเดินทางไปเยี่ยมบ้านเขาที่ อ.พบพระ จ.ตาก
ได้พักค้างคืน ทานข้าวและสนทนากับผู้ปกครอง
ทำให้ได้ทราบวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ พื้นฐานครอบครัวของน้อง ๆ มากขึ้น
พอทราบดังนั้นก็คิดว่า เรื่องอย่างนี้ปล่อยไว้นานไม่ดีแน่ พี่น้องมิควรห่างเหินกันนานเกินไป
โดยไม่ทราบสาเหตุว่า หายไปด้วยเหตุใด
จึงบอกให้น้องไปตามน้องกลุ่มดังกล่าวมานั่งคุยกัน


เมื่อทุกคนมาพร้อมหน้า เริ่มต้นทักทายน้อง ๆ ว่า
“สบายดีไหม มีปัญหาอะไรกันหรือเปล่า”
ดูเหมือนว่า ทุกคนอึดอัดจะตอบคำถาม

นั่งก้มหน้า ปล่อยให้ความเงียบเป็นตัวแทนการสนทนา
จึงต้องพูดต่อไปว่า
“ทราบว่า ทุกคนไม่ค่อยได้มาร่วมกิจกรรม เลยอยากทราบว่า มีอะไรเกิดขึ้นที่นี่หรือเปล่า
เราอยู่ไกลกัน จึงไม่ค่อยมีโอกาสได้พูดคุยกัน วันนี้เดินทางมาที่นี่ด้วยความคิดถึง
แต่ครั้นมาแล้วไม่เจอหน้าน้องเลย จึงรู้สึกผิดสังเกต
มีเรื่องราวใดเกิดขึ้นอยากให้เล่าสู่กันฟัง ประสาพี่ประสาน้องบ้างไหม”

น้อง ๆ แต่ละคนยังคงเงียบ ก่อนที่ใครคนหนึ่งจะพูดออกมาบ้างว่า
“ไม่มีอะไรครับพี่”
คำว่า “ไม่มีอะไร” ในอาการที่ดูเหมือนว่า “มีอะไร”
ทำให้ผมต้องคิดหนักมากกว่าเดิม
เพราะนี่เป็นสัญญาณอย่างหนึ่งว่า
ความรู้สึกของความรักและผูกพันของเราพี่น้อง เริ่มจะผิดปกติ
คิดถึงตรงนี้มันวาบ ๆ ในหัวใจอย่างไรพิกล

บ่อยครั้งที่บอกกับตัวเองว่า การทำงานเช่นนี้ย่อมมีพบมีพราก
แต่เมื่อเจอเข้าจริง ๆ ก็ทำใจยอมรับไม่ได้เลยสักครั้ง

เมื่อทุกคนยืนยันอย่างหนักแน่นว่า
“ไม่มีอะไร”
ผมเองก็ไม่อยากให้น้องลำบากใจที่จะเค้นคำตอบอื่นออกมา
จึงถามในสิ่งที่แอบพรั่นพรึงว่า
“งั้นตอบพี่สักหน่อยได้ไหม พวกเราพี่น้องยังรักกันอยู่หรือเปล่า”
ทุกคนตอบพร้อมกันว่า “รักครับ”
นั่นเป็นคำตอบที่ทำให้พวกเราพี่ ๆ สบายใจขึ้น

ผมนึกถึงนิทานเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่เพื่อนคนหนึ่งส่งมาให้อ่านทางเมลล์...


มีชายหญิงคู่หนึ่งรักกันมาก คบกันมา 3 ปี ทั้ง 2 ตกลงจะแต่งงานกัน เมื่อกำหนดวันเรียบร้อย ฝ่ายชายเองก็รอคอยวันที่จะแต่งงาน ต่อมาไม่นานฝ่ายชายรู้ข่าวว่า คู่รักของตนแต่งงานกับคนอื่นอย่างกะทันหัน โดยฝ่ายหญิงเองก็เต็มใจ ไม่ได้ถูกบังคับแต่อย่างใด เมื่อได้ทราบข่าว เขาทั้ง งง และ เสียใจ มาก ร้องไห้ไม่กินไม่นอน ไม่นานก็ป่วยหนักเพราะตรอมใจ เวลาผ่านไป ฝ่ายชายป่วยหนักขึ้นเรื่อยๆไปหาหมอเท่าไหร่ก็ไม่ดีขึ้น ขณะที่นอนซมอยู่ที่บ้านนั้น มีหลวงตาแก่ๆผ่านมา เมื่อมาถึงหลวงตาหยุดอยู่ที่หน้าบ้าน แล้วมองเข้าไปในบ้านจึงเคาะประตู เด็กรับใช้ออกมาเปิดประตูพบว่า เป็นพระ จึงบอกว่า ไม่ทำบุญนิมนต์ข้างหน้า หลวงตายิ้มอย่างมีเมตตาแล้วพูดว่า อาตมาไม่ได้มาบิณฑบาต ในบ้านมีคนป่วยใช่มั้ย อาตมาพอมีความรู้ทางด้านการแพทย์นิดหน่อย ไม่รู้จะพอช่วยได้รึปล่าว เด็กรับใช้ได้ฟังก็อึ้งแต่ก็บอกว่าตัดสินใจเองไม่ได้ ต้องขอไปถามเจ้านายก่อน เด็กรับใช้เดินเข้าไปในบ้านถามเจ้านาย เจ้านายตอบอย่างตัดรำคาญว่าอยากเข้ามา ก็เข้ามา! เมื่อหลวงตาเข้าไปพบที่ห้องนอนพบว่า ชายคนดังกล่าวนอนอย่างหมดอาลัยตายอยากอยู่บนเตียง สีหน้าซีดเซียว ร่างกายซูบผอมประหนึ่งครึ่งคนครึ่งศพ เด็กรับใช้นำน้ำมาถวายหลวงตา พร้อมจัดเก้าอี้ถวายข้างๆเตียงของชายคนนั้น หลวงตายิ้มแล้วพูดว่าอาการหนักเลยนะ ชายคนนั้น นิ่งเงียบไม่สนใจในสิ่งที่หลวงตาพูด หลวงตาตรวจอาการพอเป็นพิธี จึงกล่าวว่า โทรมมากเลยนะ ชายคนนั้นไม่สนใจ หลวงตาบอกว่าไม่เชื่อ ลองมองที่กระจกสิ ชายคนนั้นไม่สนใจ แต่ขณะที่หางตาชายไปที่กระจกแต่งตัวในห้องนอน เขามองเห็นภาพของคนที่รักอยู่ในนั้น ไม่นานภาพของคนรักก็ค่อยๆจางหายไป กลายเป็นภาพทิวทัศน์ชายทะเล ที่ชายทะเลแห่งนั้นเงียบสงบ ไม่มีคนผ่านไปมา ขณะที่ชายคนที่ป่วยนั้น มองภาพในกระจกด้วยความสนใจนั้น เขาพบว่า มีศพหญิงสาวนอนเปลือยกายอยู่ที่ชายหาด เวลาผ่านไปสักครู่ มีชายคนหนึ่งเดินผ่านมา เขามองเห็นศพหญิงคนนั้นด้วยความรังเกียจ แล้วเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว ต่อมาพักใหญ่มีชายอีกคนหนึ่งเดินผ่านมา เขามองเห็นศพนั้น เขาสงสารจึงถอดเสื้อนอกออกมาคลุมร่างของหญิงคนนั้น แล้วเดินจากไป พักใหญ่ๆอีกเช่นกัน มีชายอีกคนเดินผ่านมา เขาพบคนนอนมีผ้าคลุมอยู่ จึงเปิดออกดู เมื่อพบว่า เป็นศพ ด้วยใจสงสาร จึงจะฝังให้เรียบร้อย แต่ก็ไม่มีเครื่องมือจะขุด เขาจึงตัดสินใจใช้มือทั้ง 2 ข้างๆ ค่อยๆกอบทรายขึ้นมา เขาทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนเย็น พอได้หลุมใหญ่พอสมควร จึงได้ฝังศพผู้หญิงคนนั้นเรียบร้อยแล้วจากไป จากนั้นภาพในกระจกก็เปลี่ยนเป็นภาพของศพหญิงคนนั้น และก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นภาพของหญิงคนรัก เขาได้เห็นก็ตกใจ พอสักพัก ก็ปรากฏเป็นภาพชายคนที่ 2 แล้วก็ค่อยๆจางหายไป เหลือแต่เงาของตัวเองในกระจก ทันใดนั้นหลวงตาพูดว่า ทีนี้เข้าใจรึยัง ศพนั้นคือคู่รักของโยม ชายคนที่ช่วยฝังศพเธอ ผูกวาสนากับเธอหนึ่งชาติ ชาตินี้เธอเลยแต่งงานกับเขา ส่วนโยมช่วยคลุมศพเธอ จึงผูกวาสนา 3 ปี ตอนนี้ครบ 3 ปี วาสนาสิ้นแล้วก็ต้องจากกัน เมื่อชายคนนั้นฟังจบก็กระอักเลือดออกมา เด็กรับใช้ตกใจมาก หลวงตายิ้มแล้วบอกว่า โยมรอดแล้ว
เมื่อกี้โยมกระอักเลือดเอาเลือดเสียออกมาแล้ว ต่อมาไม่นานชายคนนั้นก็ได้ออกบวชในที่สุด


^_^ คนเราเจอกัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ความสัมพันธ์ พ่อ , แม่ , พี่ , น้อง , ญาติ , เพื่อน , ศัตรู , คนรัก ฯลฯ ไม่ใช่ของเลื่อนลอย


เมื่อมีวาสนา ไม่ต้องเรียกร้อง ถึงเวลาก็มาเจอกัน เมื่อสิ้นวาสนา ก็ต้องจากกัน รั้งยังไงก็ไม่อยู่ ในตอนที่ยังไม่จากกันนี้ คุณทำได้ทำดีต่อคนของคุณหรือยัง เพราะถึงเวลาที่ต้องจากกัน ไม่ว่าคุณจะมีเงินหรืออำนาจล้นฟ้า ก็เรียกมันกลับคืนมาไม่ได้ ทำดีต่อกันไว้ดีกว่า เพราะไม่มีใครรู้ว่า เราจะต้องจากกันเมื่อไหร่

ผมเชื่อว่า ในระหว่างทางที่เราก้าวเดิน เป็นไปได้ที่ความเหนื่อยล้า
อาจจะทำให้เราหลงลืมความรู้สึกบางสิ่งบางอย่างไป
แต่ครั้นเรามีเวลาได้พักเหนื่อย ความรู้สึกของเราตกผลึกอีกครั้ง
เราจะกลับมานึกถึงเรื่องราวที่เราน้องพี่ได้ร่วมผจญมาเหมือนเดิม

ได้บอกน้องก่อนแยกย้ายกันกลับว่า
“การมาประสบพบเจอกันของมนุษย์ ล้วนไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
การที่ใครจะรู้สึกรักและผูกพันตั้งใจที่จะเป็นพี่เป็นน้อง
คล้องแขนกันสร้างความดีมันมิใช่เรื่องง่ายดายนัก
ดังนั้นเมื่อเรามาเจอกันแล้ว
เราควรรักษาสัมพันธภาพความเป็นพี่เป็นน้องให้มั่นคง
มีไม่กี่คนในโลกที่จะประคองเราเมื่อเราหกล้ม
และมีไม่กี่คนในโลกที่ร่วมเดินไปกับเราในทุกหนทาง
และเราก็มั่นใจได้ว่า เรา พี่ ๆ น้อง ๆ ที่นั่งอยู่ด้วยกัน ณ ที่แห่งนี้
จะช่วยประคับประคองกันต่อไป
ไม่ว่า ใครจะคิดอย่างไร แต่พี่เชื่อว่า เราจะไม่ทิ้งกัน
พี่น้องที่เกิดจากสัจจะลูกผู้ชาย
ย่อมไม่สะบั้นลงง่าย ๆ ด้วยรายละเอียดปลีกย่อยรายทาง”

หลังแยกย้ายกันกลับบ้าน ผม แอ๊ด อาฟู่ ทิพย์ และบี
นั่งรถปิกอัพของต่ายโดยเอามอเตอร์ไซค์ขึ้นกะบะ
คืนนี้เราจะไปพักค้างกันที่ บ้านน้องต่าย
โดยไม่ลืมที่จะแวะซื้ออาหารไปทานมื้อค่ำด้วย

ทิพย์บอกให้ต่ายแวะซื้ออาหารที่กาดหลวง เพราะมีของขายครบทุกอย่าง
ต่าย บอกทิพย์ว่า “ซื้อแกงหอยขมให้ด้วย อยากกิน”
ทิพย์รีบปรามขึ้นว่า “ไม่กินได้หรือเปล่า เขาบอกว่า หอยขมกินด้วยกันแล้วจะทำให้พลัดพรากกัน”
ต่ายแย้งว่า “ไม่เป็นไรหรอก กินคนเดียวก็ได้”
ทิพย์หันมาบอกผมว่า “พี่ตั้ม ห้ามกินนะคะ”
ผมจึงบอกว่า “ทำไมจึงกินหอยขมด้วยกันไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่มันก็เป็นแค่อาหาร”
ทิพย์เล่าว่า “คนแถวบ้านหนูเขาถือกันค่ะพี่ว่า ห้ามกินหอยขมด้วยกัน
เพราะจะทำให้ไม่เจอกันอีก มันมีตำนานนะพี่ เท่าที่ทิพย์จำได้ มีคนเล่าว่า
ปกติแล้วหอยมันจะไม่เบียดเบียนหรือไม่ไปยุ่งกับใคร จะกินดินกินเลนตามประสา
แต่คนกลับไปเบียดเบียนมัน มันจึงสาปแช่งเอาไว้”
หลังฟังทิพย์อธิบายจบ ไม่ว่า ตำนานจะเป็นจริงหรือไม่
ผมเองก็ตั้งใจว่า ค่ำนี้จะไม่ทานแกงหอยขม
อย่างน้อยก็ทำให้ทิพย์และบีสบายใจ

กว่าจะถึงบ้านของต่ายที่ อำเภอดอยสะเก็ด ก็กินเวลาไป ๕ ทุ่มเศษ
คุณพ่อของต่ายมาเปิดประตูให้ ดู ๆ ลักษณะแล้วคุณพ่อใจดีมาก ๆ
ทักทายพวกเราด้วยรอยยิ้มและเชื้อเชิญเข้าบ้าน
ต่ายเล่าว่า คุณพ่อทำงานเป็นหัวหน้ากุ๊กของการบินไทย
ตอนนี้เกษียณออกมาช่วยแม่ทำร้านอาหาร

ผมบอกว่า “ต่ายหน้าตาเหมือนคุณพ่อเนาะ”
ต่ายบอกว่า “จริง ๆ แล้วผมเหมือนแม่มากกว่านะครับ แต่พี่สาวผมเหมือนพ่อ”
คืนนี้ คุณแม่นอนหลับไปแล้ว เราจึงไม่รู้ว่า ต่ายหน้าตาเหมือนแม่จริงไหม

เราขนอาหารออกมาจากรถ นั่งทานข้าวที่บริเวณโต๊ะหน้าบ้าน
อาหารมื้อนี้มีแกงหลายอย่าง รวมทั้งอ่องปูรสโอชา
ต่ายเอาแกงหน่อไม้ที่แม่ทำไว้ไปอุ่นมาให้ทาน
ฝีมือแกงหน่อไม้ของแม่ อร่อยกว่าแกงทุกชนิดที่ซื้อมาเสียอีก

เป็นธรรมชาติของทุกครั้งที่พบเจอกัน เราจะไม่ไปหลับไปนอนง่าย ๆ
ค่ำคืนนี้มีหลายเรื่องราวที่เราต้องถก ต้องหารือกัน
โดยเฉพาะงานค่ายและปัญหาต่าง ๆ ของชมรมพุทธที่สันป่าตอง
เราทยอยหยิบยกประเด็นต่าง ๆ มาพูดคุยกันทีละเรื่องตั้งแต่เรื่องบุคคล
เรื่อยมาจนถึงเรื่องของหลักการอยู่ร่วมกัน
ไม่มองข้ามแม้ปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ
การทำงานอย่างนี้ ถ้าไม่ไวต่อปัญหาและไม่รีบแก้ไข
โรคก็มีแต่จะลุกลาม โรคที่ร้ายแรงที่สุดของมิตรภาพ
“คือโรคความเข้าใจผิด”

คุยกันจนกระทั่งพลทหารดวงแก้ว นั่งหลับคาโต๊ะ
ผมจึงสั่งให้พลทหารวิดพื้นสิบครั้งแก้ง่วง
หลังสิ้นสุดคำสั่ง ดวงแก้ว ลุกขึ้นไปวิดพื้นทันที
ไม่เสียสถาบันทหารเลยจริง ๆ

สรุปก่อนแยกย้ายกันไปนอน พรุ่งนี้เรามีภารกิจสำคัญต้องทำ คือ ไปคุยกับน้องเอ็ม
ซึ่งเป็นประธานชมรมพุทธฯ คนปัจจุบัน แต่ภารกิจของน้องมากมายเหลือเกิน
ต้องรับผิดชอบงานครัวซึ่งเป็นงานหลักที่คุณครูมอบหมาย
ทำให้เอ็มไม่สามารถบริหารชมรมได้เต็มที่
และเราเป็นกังวลว่า เอ็มมีปัญหาอะไรหรือไม่
เหตุใดหมู่นี้เอ็มไม่เคยรับโทรศัพท์ อีกทั้งยังไม่ยอมโทรกลับ
เรื่องนี้เราต้องซักถามน้องให้เข้าใจ
หลังสรุปสิ่งที่ต้องทำ อาฟู่ แอ็ด ต่าย เข้านอน
บีและทิพย์นั่งทำการบ้านที่ต้องรีบส่งอาจารย์
มีโอกาสได้ช่วยน้องคิดไอเดียงานนำเสนอ
กว่าจะได้นอนปาเข้าไปเกือบตี ๓
การเป็นนักศึกษาคณะสถาปัตย์แม่โจ้
ทำให้ผมรู้สึกว่า “น้องของผมเท่ชะมัด”
เมื่อตอนบ่าย ผมได้ยินอาฟู่คุยกับทิพย์และบีว่า
“รู้หรือเปล่าว่า ในสายตาข้านะ เด็กสถาปัตโคตรเท่
สเป็คข้าเลย แต่ขอโทษ..พวกเอ๊งไม่เข้าข่ายเลยว๊ะ”

ศุกร์ที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๒

อากาศยามเช้าบ้านของต่ายสดชื่นมาก ๆ แม้จะนอนดึกตื่นเช้าก็ไม่ทำให้เรารู้สึกเพลีย
ทิพย์และบี ตื่นตั้งแต่ ๖ โมงเช้า เพราะวันนี้มีเรียน


เช้านี้พวกเราพากันไปส่งทิพย์และบีที่แม่โจ้
โดยต่ายอาสาขับรถปิกอัพ เราตกลงกันว่า ช่วงสาย ๆ วันนี้จะพักที่บ้านของต่ายก่อน
ตอนบ่าย จึงค่อยไปคุยกับน้องเอ็มที่สันป่าตอง
เพราะต้องรอน้องเลิกเรียน


ขากลับจากส่งทิพย์และบี เราแวะซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้งเป็นอาหารเช้า
แต่พอมาถึงบ้าน ทุกคนรีบประจำที่นอนของตัวเอง
โดยทิ้งหมูปิ้งให้แกร่วอยู่บนโต๊ะอาหาร
แม้ผมเองก็รู้สึกเหมือนกันว่า บรรยากาศตอนนี้น่างีบเอาแรงที่สุด



พวกเราพากันตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ตอน ๑๑ โมงเศษ ๆ
ต่ายชวนไปทานข้าวที่ร้าน

ร้านของต่าย อยู่ติดใกล้ ๆ กับบ้าน
มีคุณแม่และน้าของต่ายช่วยกันทำกับข้าว
แม่ทำอาหารอีสาน จำพวกส้มตำ ซุปหน่อไม้ ขนมจีนน้ำเงี้ยว
ส่วนคุณน้าทำก๋วยเตี๋ยว


เราลุกไปทานข้าวโดยไม่ลืมหยิบถุงข้าวเหนียวหมูปิ้งไปด้วย
เมนููแรกที่ทุกคนสั่ง คือ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ
เป็นก๋วยเตี๋ยวที่อร่อยที่สุดอีกแห่งหนึ่งเท่าที่เคยทานมา โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งเครื่องปรุงเลยแม้แต่น้อย
จากนั้นแม่ก็ทำส้มตำมาให้ทาน มันเป็นส้มตำที่อร่อยที่สุดในโลกของผมเช่นกัน


เราได้เห็นแม่ของต่ายแล้ว และเห็นด้วยกับต่ายที่ว่า ต่ายหน้าตาเหมือนแม่จริง ๆ
แม่เป็นคนพื้นเพอยู่ที่จังหวัดเลย ส่วนพ่อเป็นคนเชียงใหม่
หน้าตาคุณแม่ผ่องใส ดวงตาเป็นประกาย และมีเมตตามาก ๆ
พอทานเสร็จจังหวะจะควักสตางค์จ่าย ต่ายก็บอกว่า "แม่บอกว่า ไม่ให้พี่จ่ายตังค์ครับ"
ต่ายถามว่า "เมื่อคืนนอนหลับสบายไหม"
ทุกคนตอบว่า "สบายดี"
"ไม่มีอะไรเกิดขึ้นใช่ไหม"
พอต่ายถามดังนี้ก็รู้สึกว่า อาจจะต้องเล่าเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นกับผมเมื่อคืนให้ฟัง


เมื่อคืนนี้ก่อนเข้านอน ผมได้เอาดอกพุฒซ้อน ที่เพิ่งซื้อมาจากตลาดไปวางบูชาพระที่หัวนอน
บริเวณห้องที่เรานอนมีการวางพระพุทธรูป มีรูปพระและเครื่องไหว้ รวมถึงหมากพลู เต็มไปหมด
คนต่างจังหวัดในแถบภาคเหนือและอิสาน เห็นดังนี้จะรู้ทันทีว่า บ้านนี้อาจจะมีผีแม่ย่าดูแลรักษา
เป็นวัฒนธรรมความเชื่อประจำท้องถิ่น


ผมไม่ลืมที่จะสวดมนต์ นั่งสมาธิ แผ่เมตตาก่อนนอน
รวมทั้งยังนึกบอกกล่าวในใจด้วยว่า
"ข้าพเจ้าได้เดินทางมาเพื่อทำภารกิจของการสร้างบุญบารมี
ขอมาพักพาอาศัยที่นี่หนึ่งคืน ขอเจ้าบ้านเจ้าเรือนได้ให้ความเมตตา
และได้อนุโมทนาในบุญกุศลที่สั่งสมมาดีแล้ว"


หลังจากนั้นขณะกำลังจะเคลิ้ม ๆ ก็รู้สึกเหมือนใครมาจับมือ
แล้วก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา หันไปทางแอ๊ดที่นอนอยู่ข้าง ๆ ก็นอนห่างไปตั้งเยอะ
มือแอ๊ดไม่น่าจะมาโดนมือของเราได้
พอตั้งใจจะหลับไปอีกครั้งก็เกิดอาการเหมือนเดิมอีก
คราวนี้จับทั้งมือทั้งแขนเหมือนมาบีบนวด
ในขณะที่โดนจับตัวเราชา ๆ เหมือนมีพลังไฟฟ้าสถิตย์มาช๊อต
ทำให้ต้องใช้แรงอย่างมากกว่าขยับตัวได้
เพื่อให้แน่ใจว่า นี่คงไม่ใช่เรื่องปกติเป็นแน่
จึงหันไปยังตำแหน่งที่นอนของแอ๊ดอีกครั้ง
แอ๊ดนอนห่างในตำแหน่งเดิม แถมหลับเป็นตาย
จึงข่มตาหลับอีกครั้ง พร้อมกับทำสมาธิให้แน่วแน่
นึกถึงครูบาอาจารย์ และสัมผัสได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ไม่ใช่ความประสงค์ร้ายอันใด
แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากความเมตตาเอ็นดู
จึงได้นึกถึงบุญและแผ่ขยายความสว่างให้กว้างขวางออกไป
และหลับสนิทไปท่ามกลางความสว่างนั้น


หลังเล่า เรื่องที่โดนสัมผัสมือให้ต่ายฟัง
ต่ายบอกว่า ส่วนใหญ่ใครที่มานอนที่บ้านจะเจออะไรแปลก ๆ เกือบทุกคน
และสิ่งที่พี่เล่าก็ตรงกับที่แม่ผมบอกเมื่อเช้านี้เลยครับ


พวกเราจึงเริ่มหูผึ่งว่า แม่บอกอะไรกับต่ายและแม่เจออะไรบ้าง...


1 ความคิดเห็น:

Vee's Blogger กล่าวว่า...

ชอบเรื่องชายหน้าโง่กับสาวอสุภะ ท่ีเธอเล่าให้น้องๆ ฟัง ถ้าไม่เกิดกับเจ้าตัว ก็คงไม่เข้าใจ เป็นข้อคิดท่ีดี
เหตุการณืท่ีบ้านน้องต่าย ก็น่าตื่นเต้นดี นิทานหอยขมก็แปลกดี น้องทิพย์น่ารักมาก ห่วงใยพ่ีชายมั๊ก มากเลยน๊ะ