ชุดกันหนาวชุดนั้น ยังเป็นชุดที่ผมยังจำได้
แม้จะผ่านวันเวลามายี่สิบกว่าปีแล้วก็ตาม
เป็นชุดกันหนาวใหม่เอี่ยมชุดแรกของชีวิต เท่าที่ความทรงจำเดินทางไปถึง
ทั้งเสื้อและกางเกง เป็นสีฟ้าอ่อนๆ ทำจากผ้าฝ้ายนุ่มๆ ไม่รู้หรอกว่า ราคาเท่าไหร่รู้เพียงว่า เป็นของใหม่ ก่อนสวมใส่ผมดมแล้วดมอีก ดมกลิ่นความใหม่
ย่าของผมเรียกมันว่า “กลิ่นขี้เจ๊ก”
และทำให้ผมติดนิสัยนั้นมาจนถึงทุกวันนี้
คือ เมื่อซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ ผมจะดมกลิ่นขี้เจ๊กแล้วสวมใส่ทันที
ทั้งๆที่ยังไม่ได้ซักกลิ่นขี้เจ๊กออกเลยก็ตาม
ชุดกันหนาวชุดนั้น ผมได้มาจากอาเปี๊ยก
อาเปี๊ยกคือใคร บ้านอยู่ไหนผมไม่ทราบ
ทราบเพียงแต่ว่า แกชอบมานั่งคุยกับปู่และย่าของผมเป็นประจำ
คิดว่า บ้านของแกคงอยู่แถวนั้น
ผมยังเป็นเด็ก ๕ ขวบ ดูเหมือนว่า อาเปี๊ยกจะเอ็นดูผมเป็นพิเศษ
ในวันที่แกส่งถุงใส่ชุดกันหนาวให้ผม แกก็บอกว่า
“ใส่เลยไอ้หนู ใส่ให้อาดูหน่อยซิ ว่าจะพอดีตัวหรือเปล่า”
ผมรีบอาบน้ำแล้วใส่ให้อาเปี๊ยกดูทันที แน่นอนคืนนั้นยังไงผมก็ไม่ยอมถอด
ผมจำรอยยิ้มของอาเปี๊ยกได้ แม้ยิ้มของแกจะไม่สวยนัก
แต่ผมก็รู้ว่า แกยิ้มด้วยความดีใจ และชุดสีฟ้าของแกก็ทำให้ผมดูหล่อขึ้น
อาเปี๊ยกไม่เคยดึงตัวผมเข้าไปกอดหรือหอม เหมือนคนอื่นๆ
แกแค่ส่งยิ้มให้ แล้วทักทายว่า “ไง ไอ้หนูกินข้าวหรือยัง”
เสียงของอาเปี๊ยกจะไม่ชัดเจนเหมือนตัวหนังสือที่ผมเขียน
แต่คำพูดและแววตาคู่นั้นของอาเปี๊ยกไม่เคยเบลอจากความทรงจำเลย
เหตุที่อาเปี๊ยกยิ้มไม่สวย และพูดไม่ชัด
เพราะร่างกายของแกพิการ แขนและมือหงิกงอ ปากก็เบี้ยว
คืนนั้น เมื่อผมสวมชุดกันหนาวสุดหล่อตัวนั้นแล้วก็ไปเล่นหน้ากองไฟ กับเพื่อนๆ
สิ่งที่ชอบเล่นที่สุดคือ การเอาถุงพลาสติกมาม้วนๆห่อที่ปลายไม้แล้วเอาไปอังไฟ
เมื่อพลาสติกติดไฟ มันก็จะเป็นยางยืดๆ และเปลวไฟจะเป็นสีต่างๆ แดงบ้าง ฟ้าบ้าง
ตามสีของถุงพลาสติก ผมจะถือไม้อันนั้น เดินไปในความมืด เพื่อมองเปลวไฟสวยๆ ของพลาสติก ที่กำลังลามเลียและไหลย้อยหยดลงพื้นดิน
บางคราวก็นำไปหยดลงแอ่งน้ำ เสียงดัง ซ่า..
แล้วพลาสติกก็แข็งตัวแผ่บานเป็นสีสดสวย เหมือนน้ำตาเทียน
และคืนนั้น ผมเผลอทำน้ำตาพลาสติก กระเด็นเข้ามาโดนเสื้อใหม่เอี่ยมชุดนั้น เป็นรูพรุนสองสามจุด
คืนนั้นอาเปี๊ยกยังไม่กลับบ้าน ยังนั่งคุยกับปู่และย่าอยู่ข้างกองไฟ
ดังนั้นภาพชุดพรุนไฟที่เพิ่งซื้อให้จึงอยู่ในสายตาของแก
แม้อาเปี๊ยกจะไม่ได้ว่าอะไร แถมยิ้มตาหยีด้วยปากเบี้ยวๆนั้นเหมือนเดิม
แต่ย่าผมสิดุว่า “เล่นอะไรไม่เข้าเรื่อง เข้าราว
หนูรู้ไหม ว่าอาเปี๊ยกเขาไม่ได้รวยนะ เขาทำงานอะไรไม่ค่อยถนัดเพราะพิการ
กว่าเขาจะเก็บเงินมาซื้อชุดกันหนาวให้หนูได้ ลองคิดดูสิว่า อาเขาตั้งใจแค่ไหน”
ตามด้วยเสียงปั๊บแรงๆที่ก้น แล้วผมก็ร้องไห้
เปล่า..ไม่ใช่เพราะรู้สึกเจ็บ แต่เพราะรู้สึกผิด
ผมร้องไห้ วิ่งขึ้นบ้าน แล้วมุดเข้ามุ้ง
โดยที่น้ำตายังทะลักไหลพรากเปียกหมอน
คืนนั้นผมรู้สึกเหน็บหนาวเหลือเกิน
ทั้งๆที่ชุดกันหนาวทั้งชุดยังสวมอยู่ในร่างกาย
แถมยังมีผ้านวมคลุมอยู่อีกชั้น
ผมเสียใจและสงสารอาเปี๊ยกจับใจ
จากวันนั้นผมจำต้องย้ายที่อยู่บ่อยๆ ตามแต่ปู่และย่าจะพาไป
ทำให้ไม่ได้พบอาเปี๊ยกอีกเลย
และหน้าหนาวทุกครั้ง เวลาที่ใส่เสื้อกันหนาว ทำให้ผมนึกถึงอาเปี๊ยก
บ่อยครั้งผมร้องไห้ เพราะความรู้สึกผิดนั้นยังไม่จางจากใจ
ตรงกันข้าม ยิ่งโตขึ้น เมื่อเข้าใจชีวิตมากขึ้น
ยิ่งทำให้ผมรู้ซึ้งว่า คนพิการกับชุดกันหนาวแสนสวย
เพื่อคนที่ไม่ใช่ลูกใช่หลานนั้น มีคุณค่าเพียงใด
บ่อยครั้งที่จะหยิบยกเรื่องของอาเปี๊ยกมาคุยกับคุณย่า
ย่าก็จะเล่าว่า “อาเปี๊ยกเค้ารักไอ้หนูมากเลยนะ ตอนหนูยังเล็กๆอยู่
อาเค้ายังเคยซื้อนมมาให้หนูเลย ไม่รู้ไปเอาตังค์มาจากไหน
แล้วตอนนี้แกไปอยู่ไหนแล้วก็ไม่รู้ ”
เหตุการณ์ครั้งนั้น ให้บทเรียนกับผมว่า เมื่อได้รับอะไรจากใคร
จงรักษาทะนุถนอมสิ่งนั้นให้ดีที่สุด
มันไม่ใช่เรื่องของราคาค่างวด หรือความเลอเลิศใดๆ
แต่มันเป็นเรื่องของความรู้สึก
หากเราไม่ใส่ใจความรู้สึกของคนที่รักและใส่ใจเรา
สักวันหนึ่งเมื่อคนๆนั้น ไกลห่างลับตาไป
เราจะรู้สึกเหน็บหนาวไปตลอดชีวิต
2 ความคิดเห็น:
เดินจับมือกัน ทุกข์สุขด้วยกัน
หัวเราะร้องไห้ด้วยกันมานานเท่าไหร่
ฉันไม่เคยลืมจากใจ
เราจะเดินไปด้วยกัน จะโตไปด้วยกัน
ไม่ทอดทิ้งกันและกัน
เพราะว่าผมเชื่อว่า
รักนี้ มีค่า สยบมาร
มีค่า มหาศาล ฝันใฝ่
กอดกัน รักกัน มั่นไว้
เชื่อได้ มั่นใจ สยบมาร
อ่านแล้วหนาวขึ้นมาจริงๆ ทั้งๆ ท่ีวันนี้อากาศเริ่มร้อนอีกแล้ว อาเปี๊ยกอยู่ไหนหนอ ขอให้พบจะได้ไปขอบคุณและอยากจะฝากเสื้อหนาวอาเปี๊ยกด้วย เพราะแกคงไม่เคยใช้เงินของตัวเอง แต่มีตวามสุขกับการซื้อให้เด็กชายคนนั้น เด็กคนนั้นก็ไม่ใช่เด็กธรรมดา ขอบคุณท่ีแบ่งปันเรื่องราวให้กันฟัง
แสดงความคิดเห็น